สรุปผลการเสวนาวิชาการ
เรื่อง แนวทางสู่สันติประชาธรรม :
มุมมองของชาวบ้านต่อสถานการณ์ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้
เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2547
ณ หอประชุมตึกอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
-----------------------------------------------------------------------------

ภาคประชาชน นำเสนอโดย คุณสะมะแอ เจะมะ ประธานกลุ่มผู้ผลิตกะปิเยาะและเครื่องแต่งกายมุสลิมจังหวัดปัตตานี
คุณสะมะแอนำเสนอว่า จบการศึกษาจากปอเนาะ และจบการศึกษาสายสามัญชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พูดและใช้ภาษามลายูถิ่นในชีวิตประวัน ได้สรุปว่าปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นปัญหาที่มีมานานแล้ว แต่สะสมมาจนระเบิดขึ้นในปีนี้ ได้แก่
1. ปัญหาความยากจน เกิดช่องว่าง ทำให้เกิดอคติกับคนรวย
2. ปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคม ที่มีมาตั้งแต่ในอดีต ชาวบ้านน้อยใจว่า เป็นประชาชนชั้นสองของประเทศ ตัวอย่างเช่น ขาดโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนในการประกอบอาชีพที่ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม ขาดทุนการศึกษา ขาดการส่งเสริมแรงงานไทยมุสลิมในพื้นที่ให้ไปทำงานในตะวันออกกลางอย่างถูกกฎหมาย ทั้งที่ได้เปรียบด้านภาษา วัฒนธรรม กลับไปส่งเสริมแรงงานไทยจากภูมิภาคอื่นๆ
3. ปัญหาบริการของรัฐไม่ทั่วถึง
4. ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน ข้าราชการพูดภาษามลายูถิ่นไม่ได้ ชาวบ้านพูดภาษาไทยไม่ได้ ข้าราชการควรเรียนรู้ภาษามลายูถิ่นเพื่อพบปะ พูดคุยกับชาวบ้านซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่
5. ปัญหาความไม่เข้าใจในวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน ต้องมีความเข้าใจวัฒนธรรมที่หลากหลาย รู้จักวัฒนธรรมซึ่งกันและกันสถาบันศาสนา นำเสนอโดย พระเรวัตถิระสัตโธ (ท่านเวาะ) วัดสถิตชลธาร อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี
พระเรวัตถิระสัตโธ หรือชาวบ้านมุสลิมเรียกว่าท่านเวาะ(ท่านลุง) ท่านแนะนำตัวว่า ท่านเกิดที่ อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เรียนหนังสือจบจากวิทยาลัยเกษตรกรรมนราธิวาส ไม่มีทุนศึกษาต่อก็มาศึกษาทางธรรม บวชพระมา 21 พรรษา สมาคมกับพี่น้องมุสลิมมาตลอด ช่วยเหลือสังคมทั้งมุสลิมและพุทธ แต่ช่วยมุสลิมมาเยอะ งานมัสยิดไปมาทั่ว
แนวทางการแก้ปัญหาภาคใต้โดยสันติธรรมคือ การแก้ปัญหาอย่างเรียบๆ แบบธรรมชาติ เพราะธรรมะ คือธรรมชาติ ที่มาพูดให้ผู้เจริญทั้งหลาย อยากให้ท่านคิด พิจารณาดูมีดังนี้
1. การแก้ปัญหาแบบใช้อำนาจ ให้มีความยำเกรง ไม่ตรงกับสภาพของชาวบ้านในพื้นที่ ที่อยู่แบบเรียบง่าย แบบธรรมชาติ การแก้ปัญหาภาคใต้ต้องใช้แบบพระคุณ ไม่ใช่พระเดช
2. ปัจจุบันเราแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ การแก้ปัญหาที่เริ่มจากใหญ่ มีอะไรบ้างที่ดี ถ้าเริ่มจากเล็กๆ ใหญ่ข้างหน้าถึงจะดี ทุกวันนี้ความสามัคคีค่อยๆเรียวเล็กลง เพราะเราไม่แก้ที่ต้นเหตุ ปัจจุบันอิสลามไม่กล้าส่งลูกไปปอเนาะ เมื่อก่อนลูกไปเรียนปอเนาะพ่อแม่สบายใจเพราะเป็นแหล่ง
3. สร้างให้เด็กมีศาสนา มีคุณธรรม ฝ่ายพุทธเมื่อก่อนลูกบวชพระนอนตาหลับ แต่ปัจจุบันลูกบวชพระนอนไม่หลับ การค้าขายต่างระแวงมึง ระแวงกูไปหมด ถ้าอยากแก้ปัญหาต้องไปศึกษาที่ต่ำๆ ที่ชาวบ้าน
4. การแก้ปัญหา ต้องแก้ในระดับราก ต้องแก้โดยคนในพื้นที่ หลักใหญ่ๆอยู่ที่ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา ซึ่งรู้จักคนในหมู่บ้าน มีความรู้ มีความคิดที่จะแก้ไขได้ แต่ไม่มีโอกาส จึงวุ่นวาย หวาดระแวงไปทั่ว
5. การแก้ปัญหา ต้องแก้ให้ตรงประเด็น เริ่มจากต้นเหตุ ให้มาหาความจริง เป็นหน้าที่ของประชาชน คนในพื้นที่ ถ้ามีโอกาสก็ช่วยกันออกความเห็น ช่วยกันชี้แนะ เพราะทุกคนมีความสามารถเท่าเทียมกันสถาบันการศึกษา นำเสนอโดย อาจารย์มัสลัน มาหะมะ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา วิทยาลัยอิสลามยะลา
ปัจจุบันเกิดจากความสับสน เราไม่พร้อมเผชิญหน้ากับสิ่งที่เป็นปัจจุบัน สับสนกับอดีต วิตกกับอนาคต เกิดมรสุมชีวิตของมนุษย์ ขอเชิญชวนทุกท่านทั้งมุสลิมและต่างศาสนิก หันมาสร้างความเข้าใจให้ลึกซึ้งกับศาสนาอิสลาม ช่วยกันทำลายกับดักทางความคิด หลุมพรางทางสติปัญญา รับรู้ความจริงว่า อิสลามจะถักทอสันติภาพโลกได้อย่างไร
อิสลาม มาจากคำว่า สันติ อิสลามแปลว่า สันติภาพ ท่ามกลางความสับสนของประชาคมโลก เราจะทำ อย่างไรที่จะถักทอสันติภาพที่แท้จริง เข้าถึง เข้าใจ ในส่วนที่เป็นศาสนาที่แท้จริง เราจะศึกษาอย่างไรและ มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะขณะนี้เกิดความกลัว เกิดทฤษฎีเหมารวม เป็นหน้าที่ของทุกคน ต้องทำลายกับดักความคิด หลุมพรางสติปัญญา
อิสลามเต็มไปด้วยคำสอนที่ให้เอื้ออาทรกัน ไม่มีการปะทะ ขัดแย้งทางอารยธรรม อิสลามส่งเสริมความ หลากหลาย ซึ่งเป็นธรรมชาติ ระบบนิเวศ สิ่งต่างๆมีความหลากหลาย ความหลากหลายเป็นบันไดสร้างความรู้จัก แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน อัลลอฮ สร้างมนุษย์ เพื่อสร้างความรู้จัก สนิทสนมซึ่งกันและกัน ชาวมุสลิม เยาวชนมุสลิม ต้องทำความเข้าใจอิสลามที่แท้จริงทั้งการนำมาประยุกต์ใช้ มาปฏิบัติกลุ่มกูนัง(หิ่งห้อย) ตัวแทนนักศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
กูนัง เป็นภาษามลายูถิ่นแปลว่าหิ่งห้อย หิ่งห้อยมีแสงในตัวเอง เมื่อมารวมตัวกันพลังแห่งแสงก็มีมากขึ้น กลุ่มหิ่งห้อยหวังจะได้ทำงานเพื่อสังคมต่อไป
นักศึกษา ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นโดยการสัมภาษณ์ประชาชนรวม 126 คน ในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส รวม 10 อำเภอ มีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ
1) นำเสนอความเห็นของประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับมาตรการต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาจังหวัด ชายแดนภาคใต้ของรัฐบาล ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2547
2) ให้ประชาชนในพื้นที่ได้มีโอกาสเสนอแนะ แนวทางแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อสาธารณชน
3) เพื่อให้สติและสร้างการเรียนรู้กับสังคมไทย ในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เป็นธรรมและยั่งยืนส่วนที่หนึ่ง ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับมาตรการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2547 โดยจำแนกได้ดังนี้
- โครงการฝึกอาชีพชาวบ้านโดยหน่วยงานฝ่ายทหาร ร้อยละ 58 เห็นว่าเป็นโครงการที่ดีเป็นการ สร้างความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับชาวบ้าน และควรเป็นอาชีพที่เป็นความต้องการของชาวบ้าน แต่ต้องไม่นำสิ่งที่ไม่ดีมาปฏิบัติเช่น การดื่มสุรา รวมทั้งขอให้ทหารเป็นมิตรกับชาวบ้าน ร้อยละ 18.3 กลัวทำไม่ทั่วถึง ไม่ต่อเนื่อง ชาวบ้านยังกลัวทหาร ร้อยละ 23 ไม่เห็นด้วย เพราะทำให้เกิดความหวาดระแวง ทหารยังทำหน้าที่รักษาความสงบได้ไม่ดี
- โครงการเกี่ยวกับการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์และการแปรรูปสินค้าเกษตรในหมู่บ้านต่างๆ ของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร้อยละ 97.6 เห็นด้วย เพราะเป็นโครงการที่ดี แต่ควรสำรวจความต้องการของประชาชน ให้เหมาะกับพื้นที่ การทำโครงการต้องกระจายให้ทั่วถึง ไม่ใช่ให้เฉพาะคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะหัวคะแนนของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ชาวบ้านยังไม่รู้หลักเกณฑ์ของโครงการ ควรจะมีการจัดอบรม แล้วคัดเลือกคนที่สมัครใจ
- การจัดการศึกษา การอบรมพัฒนาให้เด็กมีความรู้และประกอบอาชีพได้ ร้อยละ 96 เห็นว่าเป็นโครงการที่ดี เพราะเด็กได้มีอาชีพเสริม มีเหตุผล มีวินัย ได้ทำงานที่ถนัด ควรเน้นเด็กที่ด้อยโอกาสทางการศึกษา ชาวบ้านอยากให้โครงการเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อที่เด็กจะได้มีอาชีพ โดยไม่ต้องพึ่งรัฐบาลอย่างเดียว
- เห็นด้วยกับการสนับสนุนเยาวชนเล่นกีฬาถึงร้อยละ 98.4 เพราะเป็นการใช้เวลาว่างให้เป็น ประโยชน์จะได้ห่างยาเสพติด สร้างความสามัคคีกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ควรทำให้สม่ำเสมอ จริงจัง ให้จัดแข่งขันกีฬาบ่อย ๆ สนับสนุนสถานที่ อุปกรณ์ตลอดจนชุดกีฬา ควรเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขัน เช่น ตั้งโรงเรียนกีฬาใน 3 จังหวัดภาคใต้
- โครงการพี่สอนน้องเกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์ในสถาบันศึกษาปอเนาะต่างๆ ร้อยละ 94.4 เห็นด้วย เพราะจะทำให้เด็กปอเนาะมีความรู้กว้างขึ้น ควรให้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทั่วถึง ต่อเนื่อง และจะได้ ทัดเทียมกับโรงเรียนรัฐบาล
- ประชาชนเห็นด้วยกับการบูรณะซ่อมแซมมัสยิดกรือเซะ ร้อยละ 65.8 โดยให้เหมือนเดิมให้มากที่สุด และใช้เป็นที่ละหมาดได้ และให้ประชาชนมีส่วนร่วม ขอให้พัฒนารอบๆ บริเวณมัสยิดให้ดี ร้อยละ 30.2 ขอให้คงสภาพเดิมไว้ เพราะมัสยิดกรือเซะเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจให้ดำรงไว้ เพื่อลูกหลานต่อไป
- เห็นด้วยกับการฟื้นฟูบรรยากาศการดำเนินธุรกิจ การค้า การลงทุน ตลอดจนการท่องเที่ยวในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ร้อยละ 69.8 เพราะจะช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้น ชาวบ้านได้มีงานทำในพื้นที่ แต่ควรให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมท้องถิ่น อย่าทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ปัจจุบันธุรกิจในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ซบเซา ควรเปิดตลาดการค้าขายให้กว้างขึ้น มีแหล่งเงินกู้สำหรับนักลงทุนค้าขาย ร้อยละ 27.8 เห็นว่าความรณรงค์ให้เกิดความปลอดภัย แก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ให้ได้ก่อน รัฐบาลควรสร้างความเชื่อมั่นและมีการทำงานที่โปร่งใสส่วนที่สอง ข้อเสนอแนะในการร่วมกันสร้างอนาคตของจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เป็นธรรมและยั่งยืน
- ด้านการฝึกอาชีพ ร้อยละ 95.2 ต้องการให้มีการฝึกอาชีพตามความถนัดของชาวบ้านอย่างทั่วถึง มีการฝึกปฏิบัติ มีทุนสนับสนุนเพื่อชาวบ้านจะได้มีรายได้และให้มีตลาดรองรับ ควรติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ
- ด้านการปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์ ร้อยละ 92.9 ต้องการความรู้ในการปลูกพืช ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง วัคซีน ขอให้ตั้งสหกรณ์ลงถึงชุมชน สนับสนุนพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ อยากได้คู่มือการเลี้ยง สัตว์และการดูแลต้นไม้ ควรจะมีการประกันราคาผลผลิตด้วย
- ด้านการศึกษา ร้อยละ 95.2 เห็นว่าควรให้ให้ทุนการศึกษากับเด็กยากจนต่อเนื่องให้ถึงระดับสูง มีการสอนสามัญคู่ศาสนา ควรบังคับให้เด็กเรียนชั้นอนุบาลทุกคน ให้การศึกษาอย่างเท่าเทียมกันทั้งในเมือง ชนบท เน้นเรื่องอาชีพให้มากขึ้น ให้ครูเอาใจใส่ในการสอน อยากให้เด็กทุกคนมีการเขียนอ่านได้คล่อง ให้มีการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้ให้เหมาะสมกับความต้องการของชาวบ้าน
- ด้านการพัฒนาสถาบันศึกษาปอเนาะ ประชาชนเห็นด้วยคิดเป็นร้อยละ 78.5 โดยพัฒนาให้ เทียบเท่าโรงเรียนของรัฐและโรงเรียนของเอกชน ให้การสนับสนุนงบประมาณ ส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับการพัฒนาสถาบันศึกษาปอเนาะ เพราะไม่ต้องการให้เอาทางโลกไปปะปน อย่าเพ็งเล็ง ระแวงปอเนาะ ควรมองปอเนาะในแง่ดี เพราะการศึกษาปอเนาะสอนให้คนเป็นคนดี ชาวบ้านส่วนหนึ่งอยากให้ปอเนาะอยู่เหมือนในอดีต ควรจะสนับสนุนให้เขาได้ช่วยเหลือตัวเอง
- ด้านการกีฬา เห็นด้วยร้อยละ 92.9 โดยจัดให้มีสนามกีฬา ลานกีฬาอเนกประสงค์ในแต่ละ หมู่บ้านอุปกรณ์และผู้ฝึกสอน เพื่อให้เกิดความสามัคคี เล่นเป็นอาชีพ ให้เป็นกีฬาระดับชุมชน ให้มีครู อาสามาฝึกทักษะการกีฬาให้ทั้งในโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียน
- ด้านความปลอดภัย ประชาชนร้อยละ 34.1 เสนอว่าทหาร ตำรวจ ต้องเข้าถึงประชาชน ร้อยละ 19.38 เสนอให้มีเวรยาม อาสาสมัครประจำหมู่บ้าน ร้อยละ 10.3 เห็นว่ากำลังเจ้าหน้าที่ทีมาอยู่ แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ ประชาชนผู้ให้สัมภาษณ์เสนอแนะว่า ขอให้ตำรวจให้ความเป็นธรรมแก่ชาวบ้าน ช่วยเหลือชาวบ้านกรณีมีการแจ้งเหตุ ให้ตำรวจมีน้ำใจ และฟังเหตุผลของชาวบ้านเมื่อชาวบ้านทำผิดกฎจราจร อยากให้ตำรวจกับประชาชนทำความเข้าใจร่วมกัน และยอมรับความคิดเห็นของชาวบ้าน รัฐต้องสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เพราะในปัจจุบันไว้ใจใครไม่ได้เลย ชีวิตอยู่ในภาวะความเสี่ยง อยากให้มีการหลักประกันให้มากนี้ ขอให้สร้างความเข้าใจระหว่างเจ้าหน้าที่กับชาวบ้าน ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมกันการดูแลความสงบในหมู่บ้านตนเอง และควรยกเลิกกฎอัยการศึกให้เร็ว เพื่อป้องกันการถูกอุ้ม การใส่ร้ายป้ายสีส่วนที่สาม ความเห็นและข้อเสนอแนะอื่นๆ
ด้านการพัฒนา
- โครงการทุกโครงการของรัฐเป็นโครงการที่ดี แต่บางโครงการอาจจะไม่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน หรือการปฏิบัติอาจมีกฎเกณฑ์และขั้นตอนที่ยุ่งยาก ทำให้โครงการนั้นๆไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ควรลดกฎเกณฑ์และขั้นตอนในการปฏิบัติด้วย บางโครงการทำเหมือนผักชีโรยหน้า ขอให้แก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง จากรากหญ้าจนผลิดอกออกผล
- ต้องการให้ประเทศไทยเจริญกว่าประเทศมาเลเซีย
- อย่าให้โครงการผ่านทางผู้นำชุมชนมากเกินไป
- เยาวชนที่จบชั้นมัธยม 6 ที่ไม่มีงานทำได้ฝึกอาชีพและศึกษาดูงานด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
- สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ไม่มีคนรับซื้อพืชผลทางการเกษตร
- ต้องเรียกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เข้ามาพูดคุย เพราะผู้นำย่อมรู้ปัญหาทุกสิ่งทุกอย่างในพื้นที่
- ใช้ความจริงใจ จริงๆในการแก้ไขปัญหา แล้วท่านจะได้ความจริงตอบแทน
- อยากให้รัฐบาลยกเลิกกฎอัยการศึก เพราะไม่มีอะไรดีขึ้นเลย ตอนนี้โต๊ะครูไม่กล้าไปสอนศาสนาตาม มัสยิดเพราะกลัวจะถูกยิง โต๊ะครูหลายคนต้องจบชีวิตโดยตัวเองไม่รู้เลยว่าทำอะไรผิด
- ความเป็นอยู่ของชาวไทยพุทธใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกวันนี้ เราไม่มั่นใจในความปลอดภัยด้านชีวิตและทรัพย์สินของตัวเอง เพราะทุกวันนี้มีการลอบฆ่ากันไม่เว้นแต่ละวัน และอยู่กันอย่างหวาดผวา จะแบ่งแยกดินแดนกันบ้าง แต่แผ่นดินผืนนี้ เราอยู่กันมายาวนาน ตั้งแต่สมัยปู่ย่า ตาทวด เราต้องรักษาไว้ ขอให้ความเป็นธรรมแก่พวกเราชาวไทยพุทธบ้างที่ต้องอยู่กันอย่างอกสั่น ขวัญหาย หวาดระแวง ด้านการทำมาหาเลี้ยงชีพ ก็เปลี่ยนไป ชาวสวนยางน่าสงสารที่สุด ต้องหาเลี้ยงปาก เลี้ยงท้องหาเลี้ยงครอบครัว เขาอยู่ได้ เราก็อยู่ได้ นี้หรือความเป็นธรรมที่เกิดขึ้นในชาวไทยพุทธของเรา
- ไม่อยากให้มีการยิงกัน ไม่อยากเสียคนที่ดีไป
- ชาวบ้านยังไม่ให้ความร่วมมือกับฝ่ายรัฐและเจ้าหน้าที่เท่าที่ควร จะเห็นได้จากเหตุการณ์รายวัน และการทำงานของเจ้าหน้าที่ยังไม่มีประสิทธิภาพพอ ยิ่งทางด้านการข่าว ถือว่าเป็นความล้มเหลว ไม่ว่าในเรื่องของการจับแพะและการอุ้มในอดีต และปัจจุบันก็ยังไม่สามารถรู้เบาะแสหรือจับผู้สร้างสถานการณ์ได้เลย เพราะฉะนั้น รัฐและเจ้าหน้าที่ จะต้องลดกระแสความเกลียดชัง และความเคียดแค้นที่ฝังอยู่ในจิตใจชั่วลูกชั่วหลาน มาให้ได้โดยเร็ว และการแก้ปัญหาไม่ใช่แค่ สามสิบวันหรือสามเดือน จริงใจ เสนอข้อเท็จจริง
- ชาวบ้านอยากให้ประเทศไทย เป็นประเทศที่มีความสงบร่มเย็น การเมืองท้องถิ่นมีอำนาจอิทธิพลเป็นตัวสร้างปัญหา ไม่ใช่คนในท้องถิ่นเป็นตัวสร้างปัญหา----------------------------
เครือข่ายสถาบันการศึกษาเพื่อสันติประชาธรรม
วัตถุประสงค์
o ศึกษามุมมองของชาวบ้าน ต่อการแก้ปัญหาสังคมในระยะยาว โดยเอาสถานการณ์ความรุนแรง ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นโอกาสสู่แนวทางสันติประชาธรรม บนพื้นฐานของการเคารพสิทธิ เสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ยอมรับในเอกลักษณ์ในบริบทของความเป็นตัวตนทางวัฒนธรรม ซึ่งประชาชนหรือผู้ทรงสิทธิจะต้องเป็นผู้คิดอ่านแก้ปัญหาของตัวเอง
o เสนอแนวทางที่สามในการแก้ปัญหาสถาการณ์ความรุนแรงของจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยประชาชน คนสามัญ ซึ่งเป็นแนวทางที่ต้องอาศัยการเรียนรู้ใหม่ๆ อาศัยความเข้าใจในความรู้สึกนึกคิด ความต้องการ อุดมการณ์ของประชาชนอย่างเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง เพื่อช่วยคลี่คลายปัญหา ความหวาดระแวง และการใช้ความรุนแรงต่อกัน
เครือข่ายสถาบันการศึกษาเพื่อสันติประชาธรรม
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
วิทยาลัยอิสลามยะลา
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงการณราชวิทยาลัย
เจตนารมณ์ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
o ปฏิบัติพันธะหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและตามกฎหมาย โดยส่งเสริมให้เกิดเครือข่าย ที่จะปฏิบัติงาน และศึกษาหาความรู้ร่วมกัน กับสถาบันการศึกษาและศาสนา ในการหาทางแก้ปัญหาของภาคใต้ รวมทั้งการช่วยให้สังคมดำเนินชีวิตในกรอบของความปกติสุข