ตำบลกะมิยอ
อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ประกอบไปด้วยพื้นที่การปกครองทั้งสิ้น 7 หมู่บ้าน
มีประชากรประมาณ 3,747 คน ชาวบ้านส่วนใหญ่ มีอาชีพหลักคือการทำนา อาชีพเสริมคือการเย็บกะปิเยาะห์
ซึ่งบางครอบครัวยึดเป็นอาชีพหลัก เพราะสามารถผลิตได้ตลอดทั้งปี ตำบลกะมิยอได้ชื่อว่า
เป็นแหล่งผลิตกะปิเยาะห์ที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดปัตตานี
เมื่อประมาณปี
2517 ได้มีการเริ่มผลิตกะปิเยาะห์เป็นครั้งแรก ในตำบลกะมิยอ ตำบลคลองมานิง
ตำบลปูยุด อำเมือง จังหวัดปัตตานี โดยกลุ่มผู้ที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์
ที่ประเทศซาอุดิอารเบีย ได้ไปรับจ้างเย็บกะปิเยาะห์อยู่ที่นั่นประมาณ 2-3
ปี จนมีความชำนาญ สามารถทำเองได้ หลังจากนั้นได้นำจักรเย็บผ้า ที่เรียกว่าจักร
PAFF กลับมาเย็บกะปิเยาะห์เองที่บ้าน และเรียกกะปิเยาะห์ชนิดนี้ว่าหมวกพาฟ
ตามชื่อของจักร หรือหมวกตัด ผลิตภัณฑ์กะปิเยาะห์ที่ผลิตแล้ว จะมีรูปแบบการขายโดยอาศัยผู้ที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์
นำไปขายที่ประเทศซาอุดิอารเบีย หรือบางครั้งก็เดินทางไปขายด้วยตนเอง ราคาจำหน่ายในสมัยนั้นประมาณ
900 บาทต่อกุดี นับว่าเป็นราคาที่สูงมาก จึงเป็นเหตุจูงใจให้ชาวบ้านในหมู่บ้าน
เริ่มหันมาประกอบอาชีพเย็บกะปิเยาะห์เพิ่มมากขึ้น
ในปี 2532
ได้ใช้ประสบการณ์เดิม เปลี่ยนรูปแบบจากกะปิเยาะห์ทรงพาฟ เป็นรูปทรงเมกกะ
และทรงดาดา พร้อมทั้งขยายตลาดภายในประเทศ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และต่างประเทศอย่างประเทศมาเลเซีย
ในปี 2537
ชาวบ้านได้รวมกลุ่มกันโดยเริ่มจากระบบเครือญาติ แบ่งบทบาทการผลิตแบบแยกส่วนตามความถนัด
ก่อนจะนำมาประกอบเป็นรูปทรงที่สมบูรณ์ในภายหลัง ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพใกล้เคียงกันทุกใบ
นับจากนั้นมา กำลังการผลิตได้ขยายไปยังหมู่บ้านใกล้เคียง รวมตัวเป็นกลุ่มผู้ผลิตรายย่อย
ขึ้นหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มมีผู้ประกอบการลงทุนในการจัดหาเครื่องตัดผ้า เครื่องฉลุลาย
และวัสดุ เช่น ผ้า และด้ายในการเย็บกะปิเยาะห์ ส่วนสมาชิกในกลุ่มจะทำหน้าที่เป็นแรงงานรับจ้างตัด
และเย็บส่วนประกอบของกะปิเยาะห์ตั้งแต่การตัดผ้า การเย็บส่วนหัว การเย็บส่วนฐาน
การฉลุลาย และการนำชิ้นส่วนมาประกอบเป็นกะปิเยาะห์ ผู้รับจ้างเย็บกะปิเยาะห์จะต้องมีจักรอุตสาหกรรมเป็นของตนเอง
ขณะนี้ มีกลุ่มผู้ผลิตรายย่อยในตำบลกะมิยอกว่า 78 กลุ่ม จากทั้ง 7 หมู่บ้าน
แต่ละกลุ่มจะมีสมาชิกเฉลี่ย 10 15 คน ผู้ผลิตรายย่อยจะทำการรวบรวมผลผลิต
เพื่อนำมาคัดแยกระดับคุณภาพของหมวก โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับ A
ระดับ B และระดับ C จำหน่ายตามราคาที่พ่อค้าคนกลางเป็นผู้กำหนด ในช่วงใกล้วันฮารีรายอ
จะเป็นช่วงที่สินค้าจำหน่ายได้ดีและมีราคาสูง เนื่องจากพ่อค้าต้องการนำสินค้าไปจำหน่าย
ยังประเทศซาอุดิอารเบีย ซึ่งมีประชาชนมุสลิมจากทั่วโลกมาชุมนุม เพื่อประกอบพิธีฮัจญ์
นับว่าเป็นช่องทางในการจำหน่ายสินค้าไปทั่วโลก ผ่านผู้ที่มาประกอบพิธีฮัจญ์ซื้อกลับไปประเทศของตนเอง
แต่หลังจากช่วงฮารีรอยอแล้ว การผลิตจะเป็นลักษณะสะสมเพื่อรอจำหน่าย ในช่วงพิธีฮัจญ์ของปีถัดไป
บทเรียนที่ผ่านมา
จากเดิมที่ผู้ผลิตกะปิเยาะห์รายย่อยไม่ได้รวมกลุ่ม ต่างคนต่างขาย ซึ่งการค้าขายกับนายทุนจะใช้ระบบเงินเชื่อ
ไว้วางใจกัน ภายหลังเมื่อมีการฉ้อโกงเกิดขึ้น กะปิเยาะห์ที่ส่งไปไม่ได้เงินกลับมา
โดยเฉพาะเมื่อปี 2537 มีผู้ผลิตกะปิเยาะห์หลายรายถูกโกงรวมมูลค่านับล้านบาท
จากการพูดคุยในกลุ่มเล็กๆ ได้ร่วมหาทางออกโดยการซื้อขายแต่ละครั้ง ให้มีการทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรทุกครั้ง
จากจุดนี้เอง จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการพบปะสนทนา ถึงปัญหาต่างๆ อย่างเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น
ตามประสาคนผลิตกะปิเยาะห์ด้วยกัน
ในปี 2541
การผลิตกะปิเยาะห์ได้มีแนวโน้มขยายกว้างมากขึ้น จากตำบล เป็นอำเภอ และจังหวัด
มีผู้ผลิตรายย่อยมากขึ้น ทำให้พ่อค้าคนกลาง มีโอกาสในการต่อรอง คัดเลือกสินค้า
และกำหนดราคาได้ตามความต้องการ โดยฉวยโอกาสในความอ่อนแอ ของการรวมกลุ่มผู้ผลิตกะปิเยาะห์
ที่ยังไม่เหนียวแน่น ทำให้เกิดผลสืบเนื่องคือ การกดราคา และการขายตัดราคา
ในบรรดากลุ่มที่ผลิตกะปิเยาะห์ด้วยกันเอง ทำให้ปัจจุบัน ราคากะปิเยาะห์ตกต่ำลงมาเรื่อยๆ
อย่างเช่นทรงดาดา คุณภาพ ระดับA ราคากุดีละ 450 บาท ระดับ B กุดีละ 350
บาท และระดับ C กุดี 280 บาท แม้จะได้กำไรน้อยกว่าเดิมหรือไม่ได้กำไรเลย
ผู้ผลิตก็จำยอมที่จะขาย เพื่อจะได้นำเงินกลับมา เป็นทุนหมุนเวียนในการผลิตต่อ
และบางครั้ง ก็ด้วยเหตุจำเป็นในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
แม้ความคิดในการรวมกลุ่ม
ของผู้ผลิตกะปิเยาะห์รายย่อยมีมาอย่างต่อเนื่อง แต่การปฏิบัติทำได้เพียงบางส่วนเท่านั้น
เนื่องจากขาดผู้ดำเนินการหลัก ไม่มีการหนุนเสริม กระบวนการรวมกลุ่มอย่างจริงจัง
ส่วนราชการที่เข้ามาสัมพันธ์ก็เป็นลักษณะฉาบฉวย มุ่งเน้นที่ตัวผลิตภัณฑ์กะปิเยาะห์
ไม่ได้ลงลึกถึงปัญหาคนที่ผลิตกะปิเยาะห์ว่าจะอยู่รอดได้อย่างไร ทำให้คนทั่วไม่รู้ว่าผลิตภัณฑ์กะปิเยาะห์
ตามโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ที่ได้ถึงระดับห้าดาว ของจังหวัดปัตตานีนั้น
เบื้องหลังที่แท้จริงกลับเต็มไปด้วยปัญหา จนหลายคนต้องหันไปประกอบอาชีพอื่น
เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหา
การขายตัดราคาของผู้ผลิตรายย่อยในตำบลกะมิยอ จึงมีกลุ่มผู้ผลิตรายย่อยจำนวนหนึ่ง
ที่เห็นความสำคัญ และมีแนวคิดที่จะแก้ไขปัญหา โดยการรวมกลุ่มผู้ผลิตรายย่อยในตำบลกะมิยอ
เพื่อนำร่องในการสร้างความเป็นหนึ่งเดียว ทั้งยังจะก่อให้เกิดอำนาจในการต่อรองราคาที่เป็นธรรม
ยกระดับมาตรฐานการผลิตที่มีคุณภาพ ช่วยให้ผู้ผลิตรายย่อยและสมาชิก มีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
นอกจากนี้
ยุทธศาสตร์จังหวัดปัตตานี ยังได้กำหนดให้ปัตตานีเป็นศูนย์กลาง ของการผลิตเครื่องแต่งกายมุสลิม
และกะปิเยาะห์ถือเป็นยุทธศาสตร์หนึ่ง ตามแผนพัฒนาจังหวัด จึงนับว่าเป็นสิ่งที่สอดคล้องทั้งในระดับพื้นที่
ระดับนโยบาย และในส่วนของประชาชนเอง ก็จะสามารถประกอบอาชีพอยู่ในท้องถิ่นตามวิถีชีวิตของมุสลิม
จึงเป็นที่มาของโครงการศึกษาวิจัย เพื่อหาแนวทางในการรวมกลุ่มผู้ผลิตรายย่อย
ในตำบลกะมิยอ ให้เป็นหนึ่งเดียว