สรุปรายงานฉบับสมบูรณ์
ส่วนที่ 1 ความเป็นมาของโครงการ
ส่วนที่ 2 บริบทชุมชน
ส่วนที่ 3 การทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้อง
ส่วนที่ 4 กระบวนการวิจัย
ส่วนที่ 5 การวิเคราะห์ผล
ส่วนที่ 6 บทเรียนที่ได้จากการทำวิจัย
ส่วนที่ 7 ภาคผนวก
 

ส่วนที่ 3
การทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้อง

องค์ความรู้เกี่ยวกับกะปิเยาะห์
1. ความหมายของกะปิเยาะห์
          กะปิเยาะห์ มาจากคำว่า “คูฟียะฮฺ” เป็นศัพท์จากภาษาอาหรับ แปลว่า หมวก ด้วยสำเนียงภาษาแต่ละถิ่น จึงทำให้เพี้ยนไป ในจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส จะใช้คำว่ากะปิเยาะห์ หรือบางทีก็กร่อนเสียงเหลือเพียง “ปิเยาะห์” ก็มี
          คำว่ากะปิเยาะห์หมายถึงหมวกอยู่แล้ว แต่มีความสับสนในความไม่เข้าใจในความหมาย จึงมักเรียกว่า หมวกกะปิเยาะห์ เช่นเดียวกับการที่สื่อเรียกชื่อประเทศใหม่ว่า “ติมอร์ตะวันออก” ทั้งๆ ที่ติมอร์ก็แปลว่า ตะวันออกอยู่แล้ว จึงเป็นการซ้ำคำ

2. ความเป็นมาของกะปิเยาะห์
          ความเป็นมาของกะปิเยาะห์ไม่แน่ชัด แต่กะปิเยาะห์เป็นวัฒนธรรมของคนอาหรับมาแต่ดั้งเดิมส่วนใน แถบมลายู ซึ่งรวมถึงจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส เดิมใช้หมวกซอเกาะ ไม่ได้ใช้กะปิเยาะห์มีหลักฐานการยกเว้น ไม่ให้ใช้หมวกที่มีปีกประกอบกับเครื่องแบบลูกเสือของมุสลิม เนื่องจากเป็นข้อห้ามของศาสนาอิสลาม และให้ใช้ หมวกในรูปทรงซอเกาะแทน

ภาพที่ 23 พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ (ขวามือ)
ฉลองพระองค์เครื่องแบบลูกเสือมาลารูปทรงซอเกาะที่ใช้ในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส

ภาพที่ 24 ตนกูอับดุลกาเดร์ กามารุดดีน เจ้าเมืองปัตตานีพระองค์สุดท้าย
ทรงสวมซอเกาะที่ใช้ในจังหวัดปัตตานี

          เหตุที่มุสลิมใส่กะปิเยาะห์ หรือใช้ผ้าโพกศีรษะ เนื่องจากว่าใส่แล้วได้บุญ เพราะเป็นการแต่งกายตามแบบ ท่านศาสดานบีมุฮัมมัด จริยวัตรของท่านทุกอย่างถือเป็นแบบฉบับของมุสลิมทั่วโลกที่ควรประพฤติปฏิบัติตาม แม้ท่านนบีมุฮัมมัดได้จากโลกนี้ไปแล้ว แต่หลักฐานที่หลงเหลืออยู่คือหมวกและผ้าโพกศีรษะที่ท่านนบีเคยใช้ยัง ปรากฏเป็นหลักฐานอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ในประเทศตุรกี ดังนั้น หากมุสลิมท่านใดใช้ทั้งหมวกและผ้าโพกศีรษะพร้อมกัน ก็ถือว่าจะได้บุญเป็น 2 เท่า
          ผ้าโพกศีรษะที่นับว่าเป็นวัฒนธรรมของชาวอาหรับที่ใช้ชีวิตอยู่กลางทะเลทรายนั้น นอกจากจะใช้ใน ระหว่างการประกอบศาสนกิจอย่างการละหมาดแล้ว ยังใช้ประโยชน์ได้อีกหลายอย่างเช่นเดียวกับผ้าขาวม้าของไทย คือ ใช้ปูนอน ใช้ปูละหมาด ใช้แทนเชือก กันหนาว กันแดดในทะเลทราย

ภาพที่ 25 ประชาชนชาวซูดานกับผ้าโพกศีรษะกลางทะเลทราย

3. รูปทรงพื้นฐานและส่วนประกอบของกะปิเยาะห์
          กะปิเยาะห์ที่เห็นรูปทรงในปัจจุบันนี้นั้น อาจเป็นไปได้ว่ามาจากรูปทรงของโดมมัสยิด และโดมมัสยิดที่เห็นม ีรากฐานมาจากสิ่งก่อสร้างของกรุงโรมตะวันออก ปัจจุบันคือประเทศตุรกี ซึ่งเรียกว่าศิลปะแบบไบเซนไทน์ (Byzentine)


ภาพที่ 26 สถาปัตยกรรมโรมันตะวันออก ศิลปะไบเซนไทน์ (Byzentine)
ปัจจุบันอยู่ที่ประเทศตุรกี

          ส่วนประกอบของกะปิเยาะห์ ประกอบไปด้วย 2 ส่วนคือส่วนฐานและส่วนหัว ส่วนฐานเรียกตามภาษาอาหรับว่า “จิดา” (Jida) ภาษามลายูเรียกว่า “อีบู” ส่วนหัว เรียกตามภาษาอาหรับว่า “เฟาก์” (Fauk) ภาษามลายูเรียกว่า “ตาโป๊ะ”

ภาพที่ 27 ส่วนประกอบของกะปิเยาะห์

4. พัฒนาการทางด้านรูปทรงของกะปิเยาะห์
          เมื่อศาสนาอิสลามเผยแผ่ออกไป วัฒนธรรมการแต่งกายที่มีท่านนบีมูฮัมหมัดเป็นต้นแบบก็ได้ติดตามไปด้วย รวมทั้งกะปิเยาะห์ แต่จะเปลี่ยนรูปทรงไปตามวัฒนธรรม สภาพอากาศ วัตถุดิบที่ใช้ผลิตกะปิเยาะห์ของแต่ละประเทศ กะปิเยาะห์ทรงดาดา เชื่อว่ามาจากหมวกชนิดหนึ่งที่ทำด้วยหนังสัตว์ โดยเฉพาะหนังอูฐ ผู้นำเชเชน คือ อัสลามาคอดอส ใช้หนังเสือมาทำหมวก ส่วนผู้นำรัสเชียคือ บอริส เยลซิน ใช้หนังหมีทำหมวก

ภาพที่ 28 หมวกที่ทำจากหนังอูฐ

ภาพที่ 29 ผู้นำเชเชนกับหมวกที่ทำด้วยหนังเสือ

 

ภาพที่ 30 ภาพผู้นำรัสเซียกับหมวกที่ทำจากหนังหมี

          กะปิเยาะห์ที่ถือว่าสวย และเป็นที่นิยมมากที่สุดในขณะนี้ คือรูปแบบของซูดาน ถ้าเป็นแบบซูดานแท้ๆ จะถักด้วยมือ ไม่มีการเจาะรู ทำด้วยผ้าเครปสีขาวอย่างดีดูแวววาว

5. กะปิเยาะห์ในหน้าที่ทางศาสนกิจของชายไทยมุสลิม
          การปฏิบัติศาสนกิจที่มุสลิมต้องทำทุกวัน จะละเว้นไม่ได้คือการละหมาด ขั้นตอนการทำละหมาดขั้นตอนหนึ่ง คือการก้มกราบ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่หน้าผากจะต้องสัมผัสกับพื้น การที่มีเส้นผมมาปกหน้าผากแม้เพียงสามเส้น ก็ทำ ให้การละหมาดครั้งนั้นโมฆะ ดังนั้น กะปิเยาะห์จะทำหน้าที่ในการรวบผมที่ปิดหน้าผากเอาไว้ เพื่อทำให้การละหมาด นั้นสมบูรณ์

6. กะปิเยาะห์กับการดำเนินชีวิตโดยทั่วไปของชายไทยมุสลิม
          กะปิเยาะห์ในปัจจุบัน นอกจากจะใช้ในระหว่างการละหมาดแล้ว กะปิเยาะห์ ยังเป็นวัฒนธรรมในการแต่งกาย เพื่อบ่งบอกถึงความเป็นมุสลิม และเวลาเดินมาไหนแล้วไปชนอะไร ก็จะมีกะปิเยาะห์รองรับไว้ชั้นหนึ่ง ที่ประเทศมาเลเซีย มีกฎหมายการใช้หมวกกันน็อคอย่างเคร่งครัด แต่ถ้ามุสลิมคนใดก็ตามที่ใส่กะปิเยาะห์ ก็จะได้รับการอนุโลม เนื่องจาก เห็นความสำคัญในทางศาสนาเช่นเดียวกับกฎหมายไทย

7. ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมกับการใช้กะปิเยาะห์
          การใช้กะปิเยาะห์นั้นไม่ใช่หลักการศาสนา เป็นวัฒนธรรมการแต่งกายเท่านั้น และไม่ห้ามสำหรับคนที่ต่างศาสนา จะสวมใส่ แต่ก็ไม่ควรใช้ เพราะกะปิเยาะห์เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่าเป็นสัญลักษณ์ของชายมุสลิมหากคนที่ไม่ได้นับ ถือศาสนาอิสลามมาสวมใส่แล้วไปทำในเรื่องที่ผิดกับหลักศาสนาอิสลามแล้ว จะเกิดความเข้าใจผิดกับคนทั่วไปได้
          ในหลักปฏิบัติอีกประการหนึ่งสำหรับการสวมใส่กะปิเยาะห์ คือ ห้ามมิให้ผู้หญิงสวมใส่ แม้ผู้หญิงคนนั้น จะเป็นมุสลิมก็ตาม ทั้งนี้กะปิเยาะห์บ่งบอกถึงความเป็นชาย การที่หญิงแต่งเป็นชาย และชายจะแต่งกายเป็นหญิง เช่น จะคลุมศีรษะด้วยผ้าคลุมอย่างผู้หญิงนั้นจะกระทำมิได้ เพราะมุสลิมต้องมีการแยกแยะให้ได้ว่าเป็นชายหรือเป็นหญิง เท่านั้น

8. ต้นกำเนิดและเส้นทางการกระจายตัวของกะปิเยาะห์
          เมื่อกะปิเยาะห์เป็นวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของชาวมุสลิม การเสาะหาความเป็นมาและการแพร่หลายของกะปิเยาะห์จึงเท่า กับการตามรอยการเผยแพร่ของศาสนาอิสลามไปโดยปริยาย
          ศาสนาอิสลามมีกำเนิดบนคาบสมุทรอาระเบียเมื่อปี ค.ศ.622 (พ.ศ.1165) ที่เมืองมักก๊ะ สมัยที่พระศาสดา นบีมุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ มีศูนย์กลางอยู่ ณ นครมาดีนะฮ์ต้นคริสศตวรรษที่ 8 ได้แพร่เข้าสู่ประเทศอินเดียโดยการนำของ มูฮัมมัด อิบน์ อัลกาซิม แม่ทัพของกษัตริย์ อับดุลมาลิคกาหลิบ ราชวงศ์อุมัยยะฮ์ แห่งนครดามัสคัส ทำให้เกิดรัฐอิสลามแห่งแรก ขึ้นในบริเวณลุ่มแม่น้ำสินธุ
          ค.ศ.998 (พ.ศ.1541) สุลต่านมามุดแห่งราชวงศ์กาซนีประเทศอัฟกานิสถานได้นำศาสนาอิสลามเข้ามายังแคว้นปันจาบ มีศูนย์กลางปกครองอยู่ที่เมืองละฮอร์ ต่อมากษัตริย์ราชวงศ์นี้สูญเสียอำนาจให้แก่ราชวงศ์กอรี เชื้อสายเตอร์ค ในปี ค.ศ.1173 (พ.ศ.1716) ครั้นถึงปี ค.ศ.1192 (พ.ศ.1735) กองทัพกษัตริย์โมฮัมหมัดกอรีได้ชัยชนะต่อชาวฮินดู เป็นผลให้อำนาจ การปกครองของราชวงศ์กอรีแผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณอ่าวเบงคอล พร้อมกับการขยายตัวของศาสนาอิสลามเข้าสู่พื้นที่ดังกล่าว
          แคว้นกุจะราท เมืองเคมเบย์ ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นศูนย์การค้าระหว่างอินเดีย เปอร์เซีย อาหรับ ติดต่อกับจีน และประเทศในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้มาก่อนที่พวกมุสลิมจะเดินทางมาถึง เมื่อดินแดนแห่งนี้ตกมาอยู่ในความครอบครอง ของกษัตริย์มุสลิมแล้ว จึงเป็นฐานสำหรับศาสนาอิสลาม เดินทางไปสู่ประเทศอินโดนีเซีย และแหลมไทย - มลายู ในขั้นต่อมา
          เมื่อปี ค.ศ.1292 (พ.ศ.1835) มาร์โคโปโลเดินทางจากประเทศจีนกลับยุโรป มาแวะที่เกาะสุมาตรา เขาได้บันทึกไว้ในรายงานการเดินทางของเขาว่า ที่เมืองเปอร์ลัค มีพ่อค้านับถือศาสนาอิสลาม เข้ามาค้าขายอยู่เป็นอันมาก จากเมืองเปอร์ลัค เขาเดินทางไปพักอยู่ทางตอนเหนือของเกาะ คือ เมือง สมุท เป็นเวลา 5 เดือน เนื่องจากเป็นฤดูมรสุม ขณะที่เขาพักอยู่นั้น ชาวเมืองสมุท ยังไม่ได้เป็นมุสลิม
          หลักฐานการยอมรับนับถือศาสนาอิสลามของชาวเกาะสุมาตรา ปรากฏอยู่บนหินเหนือหลุมศพ ของสุลต่านมาลิคอัลซาเลห์ ที่เข้ารีตเป็นอิสลาม จารึกแผ่นนี้บอกปี ค.ศ.1297 (พ.ศ.1840) หลังจากมาร์โคโปโลออกจากเมืองนี้ไปเพียง 5 ปี
          ชาวมอรอคโคชื่ออิบน์บัตตูตาฮ์ ซึ่งเดินทางไปมาระหว่างประเทศอินเดียกับจีน ในปี ค.ศ.1345 - ค.ศ.1346 ก็ได้บันทึกไว้ว่าสุลต่านแห่งรัฐสมุท บนเกาะสุมาตรา นับถือศาสนาอิสลาม ตามแบบฉบับของอีหม่ามซาฤาอีย์ (Sufi) (หรือสำนักคิดซาฟีอีย์) แต่ดินแดนใกล้เคียงยังคงนับถือศาสนาอื่นอยู่
          ศูนย์กลางการเผยแพร่ศาสนาอิสลามบนแหลมไทย - มลายู ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป คือ มะละกา (ตามความเห็นของศาสตราจารย์ ฮอลล์ แต่เอริเดีย (Eredie) ว่าปัตตานีและปาหัง รับศาสนาอิสลาม ก่อนรัฐมะละกา สมคิด มณีวงศ์ อ้างศิลาจารึกซึ่งค้นพบที่จังหวัดสุโขทัย มีใจความเกี่ยวกับคำปฏิญาณตน ยอมรับนับถือศาสนาอิสลามเป็นหลักฐานยืนยัน ว่าศาสนาอิสลามแพร่เข้าสู่ประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี (ดู "มุสลิมไทย" ในสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ปีที่ 1 ฉบับ 3 ก.พ.2507) รัฐนี้ เจ้าชายปรเมศวร เชื้อสายราชวงศ์ไศเลนทร์เป็นผู้สร้างขึ้น ในปี ค.ศ.1403 (พ.ศ.1946) เนื่องมาจากทำเล ที่ตั้งเมืองดี สามารถควบคุมเรือสินค้าที่เดินผ่านช่องแคบมะละกา ให้เข้ามาค้าขายในเมืองได้ มะละกาจึงกลายเป็นศูนย์การค้าของโลก (สมัยนั้น) เป็นที่พบปะแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างประเทศตะวันออกกับตะวันตก กล่าวกันว่า ไม่มีสินค้าใดที่จะไม่มีจำหน่ายใน ตลาดเมืองมะละกา
          ปรเมศวรเป็นกษัตริย์องค์แรกของอาณาจักรมะละกาที่ทรงยอมเปลี่ยนจากการนับถือศาสนาฮินดู (ศิวพุทธ) มารับศาสนาอิสลามในปี ค.ศ.1414 (พ.ศ.1957) และเปลี่ยนพระนามเป็น "เมกัตอิสคานเดอร์ชาฮ์" เนื่องจากพระองค์ได้อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงรัฐปาไซ (บนเกาะสุมาตรา) ที่เป็นมุสลิม
          ต่อมา ในสมัยของสุลต่านมันสุร์ชาฮ์ ระหว่างปี ค.ศ.1459 - 1477 (พ.ศ.2002 - 2020) กองทัพมะละกา ได้เข้ามายึดครองเมืองปาหัง ตรังกานู กลันตัน และไทรบุรี ซึ่งเป็นเมืองประเทศราชของไทย เนื่องจากสมเด็จ พระบรมไตรโลกนาถ กำลังทำสงครามติดพันอยู่กับพระเจ้าติโลกราช แห่งนครเชียงใหม่ ไม่สามารถส่งกองทัพ มาช่วยป้องกันเมืองเหล่านั้นไว้ได้ เป็นผลให้เจ้าผู้ครองนครต่างๆ และ พญาอินทิรา ผู้ครองเมืองปัตตานี ยอมรับศาสนาอิสลาม เพื่อโอนอ่อนผ่อนตามกษัตริย์มะละกา
          ประวัติเมืองปัตตานีว่า พญาอินทิรามารับศาสนาอิสลาม เพราะปฏิบัติตามสัญญาที่พระองค์ให้ไว้กับ นายแพทย์ชาวเมืองปาไซ ชื่อ เช็คสะอิด ที่มารักษาพระองค์ให้หายจากโรคผิวหนัง ประมาณ ปี พ.ศ.2012 ถึงปี พ.ศ.2057 ซึ่งเป็นระยะเดียวกับที่ศาสนาอิสลามแพร่เข้าไปสู่เมืองเกดาห์ ศาสตราจารย์เบรียญ ฮาร์ริสัน (Brian Harrison) กล่าวว่า "กษัตริย์เกดาห์ได้ยอมรับนับถือศาสนาอิสลาม ในปี พ.ศ.2017 (ดูหนังสือปัญหาความขัดแย้งใน 4 จังหวัดภาคใต้ ของ ดร.อารง สุทธาศาสตร์)
          ศาสนาอิสลามเข้าสู่ปัตตานีโดยสายตรงจากพ่อค้าชาวอาหรับเป็นผู้นำเข้ามา หรือผ่านมาทาง พ่อค้าชาวอินเดีย อินโดนีเซียนั้น ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ หากพิจารณาจากรูปแบบพิธีของศาสนาอิสลามในปัตตานี จะเห็นได้ว่า "เป็นแบบอินโด เปอร์เซียน เช่นเดียวกับในอินเดีย และเปอร์เซีย ซึ่งต่างกับอิสลามในอาระเบีย" (ดูโลกอิสลาม ของ ประจักษ์ ช่วยไล่ หน้า 265-368) ในแง่ของภาษา จะเห็นได้ว่าชาวปัตตานีเรียก "ศาสนา" ว่า "อุฆานะ-อุฆามา" ซึ่งเป็นคำภาษาสันสกฤตแทนคำว่า "อาดีล" ในภาษาอาหรับและเรียกการถือศีลอดว่า "ปัวซา" แทนคำ "อัส, ซาม์ฯ” จึงเป็นที่น่าสังเกตว่า ชาวเมืองปัตตานีในอดีต น่าจะได้รับศาสนาอิสลามผ่านทางมุสลิมอินเดีย และชวา สุมาตรา จึงได้ใช้ภาษาสันสกฤต แทนคำในภาษาอาหรับปะปนอยู่ในการเรียกชื่อศาสนาและพิธีกรรมต่างๆ เช่น เรียกพิธีสุนัต ว่า "มาโซะ ยาวี" (หมายถึงการเข้ารับศาสนาอิสลามร่วมกับชาวชวา)
          โดยสรุปแล้ว เส้นทางการเผยแผ่ของศาสนาอิสลาม ก็คือเส้นทางการกระจายตัวของกะปิเยาะห์เช่นกัน เพียงแต่รูปแบบ รูปทรง จะแตกต่างกัน แต่ละประเทศอาจไม่เหมือนกัน เปลี่ยนไปตามวัตถุดิบที่แต่ละท้องถิ่นมี จ จนปัจจุบันได้มีรูปทรงมาตรฐานที่ลงตัว เป็นที่นิยมและยอมรับ มีประเทศที่ผลิตจำหน่ายอย่างเป็นล่ำเป็นสันรองรับ ความต้องการของตลาดโลกมุสลิมโดยมีศูนย์กลางการกระจายสินค้าวัฒนธรรมนี้ที่นครมักก๊ะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย นครแห่งการประกอบพิธีฮัญจ์ ศาสนกิจอันยิ่งใหญ่ในชีวิตของชาวมุสลิม
9. แหล่งผลิตกะปิเยาะห์ที่สำคัญในปัจจุบัน
          การเพิ่มขึ้นของผู้คนที่นับถือศาสนาอิสลามที่มากขึ้นเรื่อยๆ การหลั่งไหลของชาวมุสลิมที่เดินทาง ประกอบพิธีฮัจญ์นับล้านๆ คนทุกปี ความต้องการใช้กะปิเยาะห์เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการประกอบศาสนกิจจึงมี อย่างมหาศาล ประกอบการใช้กะปิเยาะห์ในดินแดนทะเลทรายที่น้ำแพงกว่าน้ำมัน การซักล้างกะปิเยาะห์เพื่อนำมา อย่างมหาศาล ประกอบการใช้กะปิเยาะห์ในดินแดนทะเลทรายที่น้ำแพงกว่าน้ำมัน การซักล้างกะปิเยาะห์เพื่อนำมา ใช้ใหม่จึงไม่มีเหตุผลที่ดีไปกว่าการใช้แล้วทิ้ง ส่งผลให้ปริมาณความต้องการของกะปิเยาะห์จึงมีอย่างสม่ำเสมอ
ทุกปี
          ด้วยแรงจูงใจในอุปสงค์หรือความต้องการกะปิเยาะห์จำนวนมากนี้เอง ทำให้บรรดาประเทศที่มีศักยภาพ ในการผลิตกะปิเยาะห์ต่างพัฒนารูปแบบและผลิตเพื่อส่งออกมาวางขายให้ทันกับช่วงของการประกอบพิธีฮัจญ์ของ ทุกปี และนับวันจะมีการแข่งขันกันสูงขึ้น ประเทศที่มีกำลังการผลิตกะปิเยาะห์ในปัจจุบัน ได้แก่
1. ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศที่มีประชากรมุสลิมมากที่สุดในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
2. ประเทศบังคลาเทศ ประเทศมุสลิมที่ไม่ใช่ผลิตขายเฉพาะซาอุดิอาระเบียเท่านั้น แต่ได้ข้ามฟากมาเจาะ ตลาดในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้อย่างประเทศมาเลเซีย ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย
3. ประเทศจีน โดยเฉพาะทางด้านตะวันตกของประเทศแถบมณฑลซินเกียง ดินแดนทะเลทราย ที่ผู้คน นับถือศาสนาอิสลาม เมื่อผลิตแล้วก็ส่งมาที่เซียงไฮ้ เพื่อลงเรือสินค้าแล้วส่งไปขายยังกลุ่มประเทศเอเซียตะวันออก เฉียงใต้ และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง
4. ประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดปัตตานี หรือที่ชาวมุสลิมในแถบตะวันออกกลางรู้จักกันดีในนามว่า “ฟาฏอนี” ซึ่งมีรากศัพท์จากภาษาอาหรับอันสื่อความหมายว่าความฉลาด นับเป็นแหล่งผลิตกะปิเยาะห์จำนวน มหาศาล มีส่วนแบ่งการตลาดถึง 1 ใน 3 ของกะปิเยาะห์ที่ขายอยู่ในประเทศซาอุดิอาระเบีย
          ด้วยลักษณะการใช้กะปิเยาะห์แล้วทิ้ง ไม่มีการนำมาซักล้างเพื่อนำลับมาใช้ใหม่ ทำให้กะปิเยาะห์ที่ส่ง ไปยังประเทศซาอุดิอาระเบียไม่จำเป็นต้องวิจิตรงดงาม แต่เน้นความเรียบง่าย ราคาถูก บรรดาประเทศผู้ผลิต กะปิเยาะห์จึงต้องแข่งขันในเรื่องของราคาที่ถูก เพื่อจูงใจให้ผู้คนมาซื้อ ขณะที่ต้นทุนที่ใกล้เคียงกัน ส่วนที่สามารถ ตัดลดได้ในปัจจัยการผลิตคือค่าจ้าง ค่าแรง ดังนั้น ถ้าค่าแรงประเทศใดถูก จะสามารถกดราคากะปิเยาะห์ให้ถูกลงได้ และมีโอกาสที่จะขายได้ง่ายกว่าประเทศที่มีค่าแรงที่แพง กลไกเช่นนี้เอง ที่เป็นปัญหาสะท้อนกลับมายังผู้ผลิต กะปิเยาะห์ให้ต้องทำงานมากขึ้น ใช้เวลามากขึ้น กว่าจะได้ค่าจ้างเพียงพอต่อการยังชีพ

10. จุดเริ่มต้นกะปิเยาะห์ของตำบลกะมิยอ
       ตำบลกะมิยอ มีวิถีชีวิตเฉกเช่นชุมชนมุสลิมโดยทั่วไป ผู้ที่มีกำลังความสามารถที่จะเดินทางไปประกอบ พิธีฮัจญ์ที่นครมักก๊ะได้ก็ควรจะไป อย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต การเดินทางจากปัตตานีเพื่อไปประกอบพิธีฮัจญ์ใน สมัยก่อน จะใช้เรือใบเดินสมุทร กินเวลาในการเดินทางถึง 6 เดือนเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนเรือใบก็กลายเป็นเรือยนต์ การเดินทางก็เร็วขึ้น จาก 6 เดือนเหลือเพียงเดือนเดียว
       ในระหว่างที่ประกอบพิธีฮัจญ์ ผู้คนที่หลั่งไหลมาจากทุกมุมโลก ไม่ว่าจะชาติใด ภาษาใด ฐานะสูงต่ำเพียงไหน แต่เมื่อมาอยู่ที่นี่ ทุกคนจะใช้ชีวิตแบบเดียวกันอย่างเสมอภาค นุ่งห่มด้วยเสื้อผ้าสีขาว ใส่กะปิเยาะห์สีขาวบางคนก็ทำ กะปิเยาะห์ขึ้นเอง ชาวปัตตานีได้เรียนรู้วิธีการทำกะปิเยาะห์จากที่นี่ บางคนก็ยึดเป็นอาชีพชั่วคราวก่อนกลับบ้านเกิด ที่ปัตตานี
       ด้วยทักษะจากการทำกะปิเยาะห์ในนครมักก๊ะนี่เอง สิ่งที่ติดตัวชาวปัตตานีกลับมาคือความรู้ที่นำมาสร้างสรรค์ กะปิเยาะห์ สินค้าทางวัฒนธรรมที่ได้กลายเป็นรายได้ส่วนหนึ่งของชาวบ้านตำบลกะมิยอหลายร้อยคนอยู่ในขณะนี้ จุดเริ่มต้นของการผลิตกะปิเยาะห์ของจังหวัดปัตตานีทำมาเมื่อ 200 – 300 ปี กล่าวได้ว่าเริ่มมาพร้อมกับ โรงเรียนปอเนาะ เมื่อก่อนจะทำด้วยมือ ทำใช้กันเอง จนเมื่อ 80 กว่าปีให้หลังมานี้ หะยีแอ สระมาลา เดิมเป็นคน จังหวัดนครศรีธรรมราช มาได้ภรรยาที่ตำบลกะมิยอ ก่อนย้ายไปอำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี และนายหะยีนุ จงรักสัตย์ เป็นคนแรกๆ ที่บุกเบิกการใช้จักรมาเย็บกะปิเยาะห์เพื่อการจำหน่าย         
          จุดเริ่มต้นจากตำบลกะมิยอ ขยายไปสู่ตำบลปูยุด และตำบลคลองมานิง ตามลำดับ ซึ่งทั้งสามตำบลนี้ล้วน อยู่ในเขตอำเภอเมืองปัตตานีทั้งสิ้น แรกๆ รายได้ดี แต่เมื่อมีคนทำมากขึ้น ราคาขายก็ต้องลดลง การออกแบบใหม่ๆ ไม่ซ้ำใคร จึงมีความสำคัญต่อการเพิ่มมูลค่า การลอกเลียนแบบเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และต้องออกแบบใหม่กัน อยู่เรื่อยๆ แข่งขันทางการตลาดไปเรื่อยๆ จนท้ายที่สุด การออกแบบใหม่ก็ไม่สามารถทานกลไกการตลาดของเถ้าแก่ท ี่เป็นพ่อค้าคนกลางได้ แรงจูงใจที่จะออกแบบลายใหม่จึงหายไปกับราคาที่ถูกกดต่ำลงทุกเดือน ทุกปี บางเดือนราคาถูกกดต่ำลงหลายครั้ง แต่ความดิ้นรนในการคิดค้นหลายใหม่ได้สร้างทักษะฝีมือ ของผู้ผลิตกะปิเยาะห์ให้สูงขึ้น อีกทั้งรูปแบบและลวดลายอันหลากหลาย ได้ถูกถ่ายทอดลงบนเนื้อผ้าของ กะปิเยาะห์อย่างละลานตา
11. พัฒนาการของผลิตภัณฑ์กะปิเยาะห์ตำบลกะมิยอ
        การประชุมเพื่อถอดประสบการณ์ในการผลิตกะปิเยาะห์ของตำบลกะมิยอตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พบว่ามีรูปแบบ รูปทรง ที่สร้างสรรค์ผ่านมือของชาวบ้านตำบลกะมิยอถึง 21 รูปแบบ ถ้าแจงนับ ลวดลายคงร่วมร้อยลวดลาย
        กะปิเยาะห์รูปทรงแรกของตำบลกะมิยอคือดาดาแบบโบราณ ถัดมาคือรูปทรงแบบกาซา ลายหยาบๆ ไม่ละเอียด ทั้งสองรูปแบบนี้ยังไม่แน่ชัดว่าเริ่มทำมาตั้งแต่เมื่อปีใด แต่ที่มีความชัดเจน สามารถบ่งบอกปีได้คือกะปิเยาะห์รูปทรงพาฟ ในปี 2520 เป็นกะปิเยาะห์ที่ตั้งชื่อตามจักร สมัยเมื่อ 30 ปีที่แล้ว กะปิเยาะห์แบบพาฟนี้ เคยขายได้ราคาถึงกูดี (20 ใบ) ละ 950 บาท จากนั้นอีก 2 ปี คือในปี 2522 กะปิเยาะห์แบบแซ็ก (ซิกแซ็ก) ได้เป็นหมวกที่ได้รับความนิยมมากขึ้นแทนที่กะปิเยาะห์แบบพาฟ ตามมาติดๆ ด้วยกะปิเยาะห์แบบไหมพรม และซอเกาะดำ ซึ่งซอเกาะดำนี้ ปัจจุบันยังได้พบเห็นการสวมใส่อยู่ โดยเฉพาะประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซีย ในสังคมของคนชั้นสูง หรือสวมใส่ในพิธีการสำคัญๆ
         ยุคที่เป็นจุดเปลี่ยนอย่างมาก คือการนำจักรอัตโนมัติที่ทันสมัยมาผสมผสานในกระบวนการผลิตกะปิเยาะห์ ทำให้ได้กะปิเยาะห์ในรูปแบบที่เรียกว่า “ตามิติก” ซึ่งเพี้ยนเสียงมาจาก Automatic หรืออัตโนมัตินั่นเอง หลังจากนั้นก็เกิดกะปิเยาะห์รูปทรงดะวะห์ การหวนกลับมาของกะปิเยาะห์แบบกาซารุ่นใหม่ ตลอดจนกะปิเยาะห์แบบดาดากาซา กะปิเยาะห์ลายไหมพรม และกะปิเยาะห์แบบตาตริก
          ในปี 2532 ได้กำเนิดกะปิเยาะห์แบบดาดาทรงรี ตามด้วยกะปิเยาะห์แบบรียอ (หมวกลายลูกไม้) และกะปิเยาะห์แบบมอดอ เกร็ดประวัติของหมวกบอดอที่แปลว่า “โง่” นี้ สันนิษฐานกันว่าเป็นหมวกที่ทำโดยคนที่เพิ่งหัดทำ หรือฝึกฝีมือ ใบหนึ่งเดินด้ายเป็นลวดลายแค่ 7 – 8 เส้น ทำทั้งวันขายได้ 15 บาท ก็ยังมีคนอุตสาห์มาซื้อ เรียกว่าโง่ทั้งคนทำและคนซื้อ จึงเป็นที่มาของชื่อบอดอ ถัดมาจากนั้นคือกะปิเยาะห์แบบพับ
       ปี 2537 ถือเป็นปีที่เกิดความลงตัวในกะปิเยาะห์ที่ได้มาตรฐานและจำหน่ายได้มากที่สุดในปัจจุบัน นั่นคือกะปิเยาะห์แบบซูดาน พัฒนาโดยคุณอับดุลการีม การีมะ ด้วยความสวยงาม ได้รูปทรง มีการฉลุเป็นรูระบายอากาศ สวมใส่สบาย ไม่นานนักก็กลายเป็นกะปิเยาะห์ที่ได้รับความนิยมสูสุดในขณะนี้
        หลังจากยุคของกะปิเยาะห์แบบซูดานก็ค่อนข้างจะลงตัว เนื่องจากการผลิตที่ต้องเป็นไปตาม กลไกความต้องการของตลาด ก็จะพัฒนาเพื่อดัดแปลงบ้างเล็กน้อยเป็น กะปิเยาะห์ซูดานทรงแหลม ออกมาไล่เลี่ยกับ กะปิเยาะห์ซูดานตราติก แต่ก็มีหมวกรูปแบบอื่นๆ เข้ามาแทรกระหว่างนี้ด้วย เช่น กะปิเยาะห์แบบไหมพรม เมโมมาติก และกะปิเยาะห์แบบอินเดีย ซึ่งเป็นแนวคิดของคุณสะมะแอ เจะมะ ที่นั่งดูภาพยนตร์อินเดียแล้ว นึกอยากทดลองทำขึ้นมา แต่ไม่ได้ทำเพื่อมุ่งหวังในการจำหน่ายแต่อย่างใด
        รูปแบบของกะปิเยาะห์ในระยะหลังๆ มานี้ ผู้ที่มีความสำคัญในการออกแบบคือ คุณอับดุลการีม การีมะ ที่ยึดอาชีพการผลิตกะปิเยาะห์มาตั้งแต่เด็ก ด้วยความช่างสังเกต ช่างคิดทำให้งานประดิษฐ์แต่ละชิ้นที่ออกมาใน แต่ละช่วง กลายเป็นสิ่งใหม่ที่ให้ผลตอบแทนเป็นมูลค่าของผลิตภัณฑ์ที่สูงขึ้น จนตำบลกะมิยอ เป็นตำบลที่ผลิตกะปิเยาะห์จนได้รับรางวัลสินค้า 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ ระดับ 5 ดาวของจังหวัดอย่างภาคภูมิ
        แม้ขณะนี้ ข้อมูลความชัดเจนของที่มา ช่วงเวลาในการผลิตกะปิเยาะห์ในแต่ละรูปแบบยังไม่ชัดเจน แต่เชื่อว่าในอนาคต ความรู้เหล่านี้กำลังได้รับการรื้อฟื้นในไม่ช้า
12. พัฒนาการรูปแบบการจำหน่ายกะปิเยาะห์ของกะมิยอ
       การค้า นับเป็นสิ่งสำคัญกระบวนการหนึ่งการตลาด กะปิเยาะห์ที่ผลิตขึ้นในตำบลกะมิยอ เป็นสินค้าส่งออกไปต่างประเทศอยู่แล้ว โดยที่ไม่ต้องเป็นภาระของผู้นำประเทศในการหอบหิ้วไปเสนอ ขายในต่างแดน แต่เส้นทางการค้ากะปิเยาะห์ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ประสบปัญหาอุปสรรคเรื่อยมา ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่หลายคนคิด        ในระยะแรก การค้ากะปิเยาะห์จะฝากไปกับผู้ที่จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์เป็นผู้ช่วยขาย บ้างก็ฝากไปกับผู้นำคณะที่จะไปประกอบพิธีฮัจญ์ที่เรียกว่า “แซะ” แต่ปัญหาก็คือฝากไปขายแล้ว กลับมาถึงก็ไม่ได้เงินทันที บางครั้งก็เป็นลักษณะค่อยๆ ทยอยให้ จนถึงขั้นที่ไม่ให้เลยก็มี ทำให้ขาดเงินทุนหมุนเวียนที่จะผลิตกะปิเยาะห์ไว้สำหรับขายในช่วงฮัจญ์ของปีถัดไป อีกทั้งไม่มีเงินเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว
        ระยะต่อมาคือการขายผ่านเถ้าแก่ที่มารับซื้อ โดยรับของไปขาย เมื่อขายหมดจึงจะนำเงินมาให้ ก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกันกับการฝากผู้ที่ไปประกอบพิธีฮัจญ์ช่วยขาย บางรายถูกโกงเป็นล้านบาทก็มี ผู้ผลิตกะปิเยาะห์จึงเห็นว่าการซื้อขายด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจกันคงไม่ได้แล้วในสมัยนี้ ระบบการทำสัญญาเพื่อผูกมัดทางกฎหมายจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญ อย่างน้อยก็ปรามไม่ให้เกิดการคดโกงได้ง่ายนัก แต่ปัญหาการกดราคาจากบรรดาเถ้าแก่ที่เป็นพ่อค้าคนกลางก็ยังไม่สามารถแก้ไขได้
       ช่วงไล่เลี่ยกันกับการขายให้เถ้าแก่ซึ่งเป็นพ่อค้าคนกลาง ก็ได้มีแนวทางการขายโดยส่งกับบริษัทเอกชน ในกรุงเทพฯ เพื่อดำเนินการส่งออกอีกครั้ง โดยมีคุณอับดุลการีม การีมะ เป็นผู้บุกเบิก แต่ก็รับซื้อได้ในจำนวนที่จำกัด
       จวบจนปัจจุบัน ด้วยปัญหาที่ราคากะปิเยาะห์ตกต่ำ การกำหนดราคารอยู่ในมือของกลไกพ่อค้าคนกลาง ทำให้ผู้ผลิตกะปิเยาะห์และผู้ประกอบการรายย่อยที่นับวันจะลำบากมากขึ้นกับรายได้ที่ไม่พอเลี้ยงชีพในแต่ละวัน การรวมกลุ่มจึงขึ้นขึ้น ผลิกโฉมประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของตำบลกะมิยอที่กลุ่มผู้ผลิตกะปิเยาะห์เกิดขึ้น จากความต้องการของชาวบ้านเอง ระดมทุนกันเอง มีคณะกรรมการบริหารกลุ่มที่ได้รับมติจากชาวบ้าน และสามารถดำเนินการส่งออกกะปิเยาะห์ไปประเทศซาอุดิอาระเบียโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางได้เป็นครั้งแรก โดยสามารถดึงเอาหน่วยงานต่างๆ มาให้ความช่วยเหลือ อาทิเช่น สหกรณ์จังหวัดปัตตานี สหกรณ์อิสลามปัตตานี สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดปัตตานี โรงเรียนชุมชนบ้านกะมิยอ ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียน อำเภอเมืองปัตตานี หน่วยประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคใต้ตอนล่าง ฯลฯ โดยผ่านกระบวนการแสวงหาความ รู้เพื่อแก้ปัญหามาอย่างต่อเนื่อง
ภาพชีวิตของครอบครัวปักจักรและพลังทุนทางสังคมที่กะมิยอ
        “ภาพชีวิตของครอบครัวปักจักรและพลังทุนทางสังคมที่กะมิยอ” บทนี้ เป็นบทสัมภาษณ์พูดคุย กับผู้นำกลุ่มอาชีพท่านหนึ่งของตำบลกะมิยอผู้มีบทบาทสำคัญในการทำงานเฝ้าระวังและเสริมสร้างความ เข้มแข็งของชุมชน ที่แม้จะยังมิสมบูรณ์ทั้งหมด ทว่า นับเป็นคุณค่าของต้นทุนที่ได้เริ่มต้น อย่างควรค่า แก่การขอบคุณ
ย้อนรอยอดีตชีวิตครอบครัว
      ณ บ้านเลขที่ 23 หมู่ 2 ตำบลกะมิยอ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี เป็นที่พักอาศัยของครอบครัวการีมะ ในอดีต เด็กชายอับดุลการีม การีมะ เป็นบุตรนายยะโก๊ะ และนางบีเด๊าะ การีมะ เขาเกิดที่กะมิยอ เริ่มเรียนหนังสือตามหลักการศาสนาอิสลามที่โรงเรียนตาดีกา โรงเรียนสอนศาสนาเด็กเล็กประจำหมู่บ้าน และเรียนโรงเรียนสามัญที่โรงเรียนชุมชนบ้านกะมิยอ จนกระทั่งปีพุทธศักราช 2514 ขณะอายุเพียง 6 ขวบ เขามีแรงบันดาลใจจากตัวอย่างของผู้ใหญ่ในชุมชนที่ทำงานเย็บจักรอยู่ในหมู่บ้าน ผลิตหมวกกะปิเยาะห์จำหน่ายเป็นรายได้ที่ดี
      หมวกกะปิเยาะห์ เป็นหมวกสำหรับชายมุสลิม ผู้นับถือศาสนาอิสลามทั่วโลก สวมใส่ในงานพิธีทางศาสนา งานบุญ งานนักขัตฤกษ์ต่างๆ เช่น เดือนฮัจญ์ ปีใหม่มุสลิม วันฮารีรายอ หมวกกะปิเยาะห์แบบดั้งเดิม เป็นหมวกสีขาวสะอาด ปัจจุบันนี้ มีการประยุกต์เป็นเส้นสายหลายหลากสี
      เด็กชายอับดุลการีม การีมะ เป็นหนึ่งในเยาวชนมุสลิมที่เป็นตัวอย่างที่ดีของการประพฤติตนตาม หลักการศาสนา ทำแต่ความดีงามเพื่อตนเอง ครอบครัว และสังคม แม้ในชีวิตวันต้น เขาจะเติบโตจากครอบครัว ที่ขาดความอบอุ่น เนื่องจากพ่อแม่ต้องไปทำงานรับจ้างกรีด กรีดยางที่จังหวัดนราธิวาส เช่นเดียวกับพ่อแม่เพื่อนๆ ในหมู่บ้านหลายๆ คน เด็กชายอับดุลการีม อยู่กับยายร่วมกับพี่น้องหญิงชายรวม 6 คน บ่อยครั้งที่เด็กชายอับดุลการีมรู้สึกว้าเหว่ คิดถึงพ่อแม่ แต่ก็ต้องอดทน ครอบครัวของเขามีความเป็นอยู่มิได้ร่ำรวย พ่อแม่ไม่มีอาชีพเสริมใดๆ มีที่นาทำกินเพียงเล็กน้อย จึงต้องทิ้งบ้านและลูกไปทำงานต่างเมือง บ่อยครั้งที่เด็กชายอับดุลการีมนั่งเหม่อลอย หรือแม้แต่ยามวิ่งเล่นในท้องทุ่งนาเขาก็รู้สึกเหงาและคิดถึงบุพการีที่ อยู่ไกล มิทราบว่าอยู่ที่ไหน และจะกลับมาเมื่อไหร่ เวลาว่างจากการเรียนที่โรงเรียนหรือว่างจากการปฏิบัติศาสนกิจ เด็กชายอับดุลอับดุลการีมมีกวนเวียนไปเล่นใกล้ๆ กลุ่มผู้ใหญ่ที่ทำอาชีพเย็บหมวกในหมู่บ้านเริ่มสังเกต เห็นผู้ใหญ่ในหมู่บ้านตนเอง มีการมารวมตัวกันทุกวัน เพื่อนั่งเย็บหมวกกะปิเยาะห์ ทั้งเรียนรู้ว่าผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน ทุกคนถ้ามีโอกาสจะพยายามเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจหรือทำฮัจญ์ที่นครเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่นบีมูฮำหมัด องค์ศาสดาของศาสนาอิสลามถือกำเนิดและประกาศศาสนาเมื่อ 1,423 ปีที่ผ่านมา โดยมีค่าใช้จ่ายของการเดินทางต่อคนไปกลับประเทศไทย – ซาอุดิอาระเบีย ประมาณ 40,000 บาท ต่อคน ในสมัยนั้น (80,000 – 85,000 บาท/คน ในปัจจุบัน) ระยะเวลาการทำฮัจญ์รวมครั้งละ 40 – 45 วัน .. ความรู้ประสบการณ์ในวัยเด็กเหล่านี้ ซึมซับอย่างลึกซึ้งในหัวใจเด็กน้อยผู้อดทนอย่างต่อเนื่อง เป็นต้นทุนความเข้มแข็งของจิตใจที่ทำให้เขาเติบโตอบ่างมั่นคงทางจิตวิญญาณ จนดำรงตนอยู่ได้อย่างพอเพียงในสังคมท่ามกลางกระแสเชี่ยวกรากของการเปลี่ยนแปลงยุคปัจจุบัน
       เมื่อเด็กชายอับดุลการีมในวัย 12 ขวบ เริ่มสนใจเรียนงานปักจักรจากผู้ใหญ่ เขาทราบว่า ผู้ใหญ่ในหมู่บ้านมีการเช่าบ้านรวมกันอยู่ในหมู่บ้านๆ ละ 4 – 5 คน รวม 2 จุด สมัยนั้นชุมชนกะมิยอยังไม่มีไฟฟ้าใช้ คนทำงานปักจักรจึงใช้จักรเย็บซิกแซกด้วยจักรยี่ห้อ PAFF สมัยนั้นราคาใบละ 25 – 50 บาท เขาสนใจศึกษาเรียนรู้งานปักจักรจากผู้ใหญ่อยู่ประมาณ 2 – 3 เดือน จนมีความตั้งใจมุ่งมั่นกับงานปักจักร ว่าคงจะเป็นโอกาสสร้างรายได้ที่ดี จึงทดลองกลับไปทำงานปักจักรที่บ้าน โดยใช้จักรซิงเกอร์แบบถีบด้วยเท้า ผลิตหมวกขยาด้วยตนเองราคาใบละ 4 บาท การผลิตหมวกกะปิเยาะห์ของเด็กชายอับดุลการีมขณะนั้น ใช้วัสดุต่างกับผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน ต้นทุนราคาถูกกว่า ใช้เวลาทำไม่มาก ผลิตแล้วขายส่งมาเลเซีย มีรายได้เป็นที่ภาคภูมิใจสำหรับตนเองมาก รายได้เฉลี่ยประมาณเดือนละ 700 – 800 บาท รายได้ที่ได้มา เขาสามารถนำไปใช้ดูแลตัวเอง น้องๆ และยาย ... แม้รายได้จะมีใช้จ่าย ทว่าความอบอุ่นที่ถวิลหา ... หัวใจเด็กน้อยอับดุลการีมยังโหยหาคิดถึงพ่อแม่ผู้อยู่ไกลตลอดเวลา รอวันเวลาพ่อแม่กลับมาเยี่ยมเยือน ... ระยะทางไปกลับ 100 กิโลเมตร จากกะมิยอ – นราธิวาส ดูไกลเหลือเกินสำหรับความรักที่ผูกพันของลูกและพ่อแม่ สิ่งที่ทำได้คือเพียงความอดทน สร้างความเข้มแข็งให้ดวงใจตนตลอดเวลา
      ชีวิตของเด็กชายอับดุลการีมในวัยต้น ต้องประกอบอาชีพคู่กับความตั้งใจศึกษาเล่าเรียนทั้งทางศาสนา และวิชาการทางโลก “ศาสนาคือวิถีชีวิต วิถีชีวิตคือศาสนา” เมื่อจบการศึกษาประถมศึกษาปีที่ 7เขามีโอกาสเข้าศึกษา ที่โรงเรียนปอเนาะแบบดั้งเดิม ชื่อโรงเรียนปอเนาะมาแนกูแล มีโอกาสเรียนคุณธรรมศาสนาและฝึกอบรม การทำอาชีพในปอเนาะ เช่น ทำอิฐบล็อก ซึ่งในช่วงเวลาที่โรงเรียนปอเนาะหยุดทำการเรียนการสอนปีละ 2 ครั้ง (1) ช่วงเดือนถือศีลอดตามหลักการศาสนาอิสลาม (2) งานเมาลิด รวมระยะเวลา 40 วัน เด็กชายอับดุลการีมก็ผันตัว ตัวเองไปทำงานรับจ้างเป็นเด็กเสิร์ฟอาหารตามร้านอาหาร มีรายได้เก็บไว้ดำรงชีพของตนเองและครอบครัวอีกส่วน หนึ่ง
      จากชีวิตของเด็กชายผู้ผลิตหมวกกะปืเยาะห์ส่งขายประเทศมาเลเซีย เขาพยายามขยายตลาดผลิตหมวกกะมิยอส่งขายประเทศซาอุดิอาระเบีย เมื่อความหวังกำลังใจเริ่มมีมาด้วยดี ชีวิตของเขาก็ต้องประสบความทุกข์จากการสูญเสียบิดาผู้เป็นที่รัก ... ยังมิทันได้ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข พ่อของเขาก็ต้องจากไป ดวงใจแห้งแล้งเศร้าสลดใจยากจะอธิบาย สอนตัวเองให้อดทน มีพันธะผูกผันในดวงจิตที่ต้องทำงานแบกภาระของครอบครัวแทนพ่อ เขาต้องทำหน้าที่ดูแลแม่ ยาย และน้อง ให้มีชีวิตที่ปลอดภัย มีความสุข
      เด็กหนุ่มอับดุลการีม ในห้วงชีวิตที่ปราศจากพ่อผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวต้องปรับตัวอย่างยิ่งกับการต่อสู้ เรียนรู้ชีวิตให้มากขึ้น เขายังคงยึดอาชีพงานปักจักรเย็บหมวกกะปิเยาะห์เป็นอาชีพหลัก พัฒนาวิธีการทำงาน รูปแบบการผลิต จากที่เดิมต้นทุนการผลิตขายมีราคาแพง และเขาต้องจัดการตลาดด้วยการส่งไปขายไกลถึงประเทศซาอุดิอาระเบีย ค่าโสหุ้ยสูง ปรับเป็นพัฒนารูปแบบและกระบวนการผลิตให้มีต้นทุนราคาถูกลง สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และเปลี่ยนตลาดจากประเทศซาอุดิอาระเบีย ซึ่งอยู่ไกลมาก มาอยู่ที่ตลาดประเทศมาเลเซีย
      วันเวลาและชีวิตผันผ่าน ... เด็กชายอับดุลการีมเติบโตเข้าสู่วัยหนุ่ม ในวัยย่างอายุ 17 ปี นายอับดุลการีมมีความเหนื่อยล้ากับงานปักจักรหมวกกะปิเยาะห์ในบางครา รวมทั้งมีความคิดเฉกเช่นวัยรุ่นทั่วไปที่รู้สึกเบื่อกับชีวิตเรียบง่ายในชนบท สนใจคิดแสวงวหาประสบการณ์แปลกใหม่เฉกเช่นผองเพื่อนในวัยเดียวกันที่มักเดินทางไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย เขาตัดสินใจเพิ่มสีสันให้ชีวิตด้วยกี่หยุดพักการทำงานปักจักร ในช่วงอายุ 17 – 20 ปี ได้ไปทำงานมาเลเซีย 4 – 5 ครั้ง
       นายอับดุลการีม การีมะ ใช้ประสบการณ์ชีวิตวัยเด็กและวัยหนุ่มอย่างคุ้มค่า ด้วยความอดทนและพึ่งตนเอง เกื้อกูลครอบครัวอย่างดีเยี่ยมจนกระทั่งเขามีอายุ 25 ปี จึงตัดสินใจแต่งงานกับหญิงสาวที่รู้จักและเข้าใจกันมายาวนาน ชื่อนางสาวฟาริด๊ะ ยาโก๊ะ ระยะเริ่มต้นของชีวิตครอบครัว นางฟารีด๊ะ การีมะ ช่วยทำงานอาชีพปักจักรและเย็บหมวกกะปิเยาะห์ ซึ่งเป็นกิจการของสามีและสมาชิกกลุ่มในชุมชนงานปักจักรของกลุ่มที่เขาทั้งสองดูแล มีทั้งประสบความสำเร็จและเกิดปัญหาการผลิตเป็นบางห้วงเวลา อาทิ กิจการงานปักจักรที่สมาชิกกลุ่มต่างคนต่างทำ ส่งผลให้ฝีมือและรูปแบบไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ผู้ซื้อขาดความเชื่อมั่นในฝีมือการผลิต และต้องผลิตส่งขายไกลถึงประเทศซาอุดิอาระเบีย ... นับเป็นปัญหาหนักใจที่จำเป็นต้องหาทางออกให้คลี่คลาย
จากชีวิตส่วนตัวสู่พันธกิจทางสังคม
      ... ปี พ.ศ. 2532 อับดุลการีมและญาติรวม 5 คน ได้ร่วมกันจัดตั้งกลุ่มอาชีพปักจักรของกะมิยอ ช่วยกันทำงานเพื่อพัฒนาชีวิตตนเอง ครอบครัว ญาติพี่น้อง พัฒนางานให้มีคุณภาพเพื่อตอบสนอง กับความต้องการของตลาด ออกแบบระบบบริหารจัดการธุรกิจงานปักจักรหมวกกะปิเยาะห์ให้รัดกุมเหมาะสมยิ่งขึ้น ใช้ระบบการแบ่งงานกันทำในกลุ่ม อาทิ ช่างตัดผ้าส่วนบนหมวก ตัดผ้าส่วนขอบหมวก ช่างปักจักรรวมทั้งปรับ รูปแบบการใช้ไหมปักจักรให้งดงามและหลากหลาย สีสันมากขึ้น จากเดิมระยะแรก (ก่อนปี พ.ศ.2532) ใช้ไหมสีขาวจากประเทศญี่ปุ่น เป็นด้ายไหมราคาแพงกว่าด้ายที่ผลิตในเมืองไทย แต่คุณภาพดีกว่า ไม่เปราะและไม่ขาดง่าย
        ต่อมาในปี พ.ศ.2537 เขาและสมาชิกได้ปรับรูปแบบและคิดลวดลายเองเพิ่มขึ้น เริ่มใช้ด้ายปักจักรหลากสีสันในงานปักจักรหมวกกะปิเยาะห์สำหรับใช้ในช่วงเทศกาล โอกาสพิเศษ งานปักจักรด้ายสีขาวยังคงเป็นงานปักจักรแสดงเอกลักษณ์ คุณค่าวิถีเดิม โดยเฉพาะกลุ่มผู้นำศาสนา และประชาชนทั่วไปต้องสวมใส่ในการปฏิบัติศาสนกิจละหมาด งานปักจักรของเขาและสมาชิก จำหน่ายราคาขายส่งตลาดนครเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบียตลอดมา ราคาจำหน่ายใบละ 45 บาท
        ปี พ.ศ. 2538 – 2539 มีการปรับรูปแบบสีสันงานปักจักรวิถีชายแดนใต้ที่กะมิยอ .. ปัตตานีอีกครั้ง โดยการใช้ทั้งด้ายขาวและด้ายสีปักแซมกันบนผืนผ้าเย็บหมวก มีความสวยงามแปลกใหม่ถูกใจตลาดมากขึ้น โดยที่งานปักจักรหมวกกะปิเยาะห์สีขาว ก็ยังคงเป็นงานปักจักรหมวกกะปิเยาะห์ที่เป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมอง ชาวไทยมุสลิมในงานพิธีต่างๆ ตามหลักการศาสนาอิสลาม ทั้งนี้ ลวดลายปักจักรหมวกกะปิเยาะห์วิถีชายใต้ มิได้เกี่ยวโยงกับหลักการคำสอนทางศาสนา เพียงแต่ลายปักจักรที่เป็นภาพดวงดาว 4 , 6 และ 8 แฉก หรือรูปสัตว์ รูปคน เป็นลายต้องห้ามสำหรับศาสนาอิสลาม ไม่สมควรปรากฏเป็นลายปักจักร
        จากประสบการณ์ความสำเร็จ   เริ่มมีปรากฏการณ์ปัญหาวิกฤติของการทำงานกลุ่มอาชีพงาน ปักจักรหมวกกะปิเยาะห์ที่ตำบลกะมิยอ ในช่วงปี พ.ศ. 2539 – 2541 ซึ่งเป็นช่วงภาวะวิกฤติเศรษฐกิจสังคม ของประเทศ กลุ่มอาชีพปักจักรกะมิยอประสบปัญหา ราคาหมวกตกต่ำ ส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากปัจจัยต้นทุน การตลาดซึ่งพ่อค้าคนกลางของชุมชนหรือคนนอกชุมชนที่เรียกว่า “แซะ” เป็นผู้ที่ไม่ต้องลงทุนการผลิต แต่ใช้โอกาสการประสานคนนอกพื้นที่ประเทศไทย หรือชาวซาอุดิอาระเบียให้รับหมวกกะปิเยาะห์ไปจำหน่ายก่อน ได้เงินมาเมื่อใดก็ให้นำมาชำระเป็นค่าหมวกกะปิเยาะห์ภายหลัง ซึ่งในทุกห้วงเวลาทำงานสร้างอาชีพราย ได้ของชุมชนกะมิยอ สมาชิกชุมชนได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการและเงินทุนบางส่วนจากส่วนราชการ และองค์กรท้องถิ่นเป็นระยะๆ ตามความจำเป็น แม้ว่าปัญหาจะยังไม่คลี่คลายได้หมด ก็คงมีโอกาสร่วมมือกัน ทำงานที่ชัดเจนต่อไป
        จากภาวะปัญหาราคาจำหน่ายตกต่ำ มีผู้แนะนำให้อับดุลการีมแก้ไขปัญหาด้วยการจดลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร ของงานปักจักรหมวกกะปิเยาะห์ เพื่อป้องกันการลอกเลียนแบบการผลิตในงานเดียวกัน
       อับดุลการีม ตัดสินใจเลือกความเป็นธรรมให้แก่สมาชิกกลุ่มในชุมชน เขาตัดสินใจบนฐานคิดว่า หากเขาจดลิขสิทธิ์ เขาก็จะร่ำรวย แต่การไม่จดลิขสิทธิ์ จะเป็นการเปิดโอกาสให้ชาวบ้านในชุมชนมีงานทำ ... เขาตัดสินใจเมื่อปลายปี 2539 ที่จะไม่จดลิขสิทธิ์ ทุกคนจึงมีอิสระ ชุมชนมีโอกาสร้างรายได้อาชีพด้วยกันในวงกว้าง ไม่มีการกีดกันกันเองระหว่างสมาชิกในชุมชน ซึ่งก็มีจุดอ่อน เกิดปัญหาต่างคนต่างทำ ต่างขาย ราคาไม่แน่นอน รายได้ไม่ชัดเจน
       ปัจจุบันนี้ งานปักจักรของหมวกกะปิเยาะห์ที่กะมิยอ มีการผลิตกันมากขึ้นทุกขณะ มีปัญหาผู้ผลิตในชุมชนจำนวนมากขึ้น และผลิตแบลอกเลียนแบบกันและกัน ราคาหมวกจึงลดลงเหลือใบละ 17.50 บาท จากเดิมจำหน่ายใบละ 45 บาท เป็นราคาจำหน่ายที่ถูกมาก สร้างความ หนักใจแก่สมาชิกชุมชนอย่างยิ่ง
กลุ่มผู้ผลิตพยายามหาทางออก โดยการลดต้นทุนการผลิต และรวมตัวกันเป็นกลุ่มอาชีพปักจักรหมวก
กะปิเยาะห์ในตำบล เพื่อหาทางพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการกลุ่มที่ยั่งยืนในระยะยาว

ตารางแสดงราคาและต้นทุนของหมวกกะปิเยาะห์ตั้งแต่ปี 2539 – 2546

ปี พ.ศ.

ทุนหมวกกะปิเยาะห์ (บาท)
ราคาขาย (บาท)
2539
25.50
45
2541
25.50
35
2542 - 2543
20.10
30
2544
16.80
27.50
2545
16.00
22.50
2546
16.00
17.50

      จากตารางพบว่าราคาจำหน่ายหมวกกะปิเยาะห์ลดลงเป็นลำดับ อันเนื่องจากกลุ่ม ไม่มีตัวแทนที่เข้มแข็งที่จะไปต่อรองในระดับประเทศ ต่างกับราคาข้าวที่รัฐบาลมีตัวแทนการค้าไทย เมื่อคณะรัฐบาลไปเยือนประเทศต่างๆ
       ปีพุทธศักราช 2545 เป็นต้นมา กลุ่มอาชีพงานปักจักรหมวกกะปิเยาะห์ ได้พยายามปรับกระบวนการ พัฒนาศักยภาพกลุ่ม ด้วยการเลือกประธานกลุ่ม โดยพิจารณาเสนอชื่อจากกลุ่มย่อยเดิม ที่มีสมาชิกผู้ผลิตงานปักจักร จำนวนกลุ่มละ 5 , 10 , 30 และ 40 คน ตามลำดับ ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นกลุ่มใหญ่ สมาชิกรวม 508 คน มีการพัฒนาเป็นเรือข่ายทั้งในและนอกตำบล ตำบลกะมิยอเองซึ่งสมาชิกในตำบล 80% รวมตัวกันเป็นสมาชิก รวมทั้งมีการตั้งเป็นคณะกรรมการบริหารเครือข่าย และอับดุลการีมได้รับการพิจารณาเสนอชื่อเป็นประธาน คณะกรรมการบริหาร ซึ่งมีสมาชิกเครือข่ายตำบลอื่นๆ ร่วมเป็นสมาชิกด้วย
       ด้วยบทบาททางสังคมต่อส่วนรวมแต่เยาว์วัย นอกจากการทำหน้าที่เป็นประธานกลุ่มอาชีพงานปักจักร หมวกกะปิเยาะห์ที่ตำบลกะมิยอแล้ว อับดุลการีมยังมีภารกิจเป็นอาจารย์สอนงานปักจักรวิถีชายแดนใต้ ในการทำหมวกกะปิเยาะห์ของตำบลมานานนับ 18 ปี รวมทั้งเคยเป็นวิทยากรสอนเย็บหมวก ตั้งแต่อายุ 18 ปี รวมทั้งเคยเป็นวิทยากรสอนเย็บหมวกตั้งแต่อายุ 18 ปี และเป็นกำลังสำคัญในการมีส่วนสำคัญ ร่วมมือจัดตั้งองค์กรเพื่อสังคมของตำบลชื่อ “กลุ่มอิควาน” มีความหมายว่า “พี่น้องกัน” คนเกิดที่กะมิยอ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เราเป็นพี่น้องกัน เราช่วยกันทำงาน สงเคราะห์ช่วยเหลือประชาชนในท้องถิ่น กลุ่มอิควาน เกิดขึ้นในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจสังคม สนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ด้านการเพิ่มทุนทางสังคม โดยสำนักงานกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม (Social Investment Fund - SIF)
         กลุ่มอิควานเป็นกลุ่มอาสาสมัครชุมชนที่มีจิตวิญญาณสาธารณะ มีพลังสร้างสรรค์ ความรักสามัคคี เอื้ออาทรกัน เป็นพลังงดงามของท้องถิ่น ค่าใช้จ่ายเพื่อส่วนรวม ต้องใช้เงินรายรายได้ของตนเอง เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นเสมอๆ กระทั่งในเวลาต่อมา ช่วงภาวะวิกฤติสังคมของประเทศ ปีพุทธศักราช 2542 สำนักงานกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม (Social Investment Fund - SIF) ได้ให้การสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพองค์ระดับกลุ่มให้สามารถบริหารจัดการเพื่อสาธารณะได้ดียิ่งขึ้น มีการก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์ของชุมชน สำหรับการฝึกอาชีพ ใช้ในการประชุมปรึกษาหารือ จนเกิดการร่วมคิด ร่วมติดสินใจสามารถแก้ปัญหาราคาหมวกกะปิเยาะห์ได้ดียิ่งขึ้น มีการจัดเวทีประชาคมพูดคุยกับชาวบ้านในชุมชนตลอดมา รวมทั้งขยายผลการเรียนรู้และการพัฒนาไปหลากหลายขึ้น
       นอกจากนี้ อับดุลการีมและคณะยังมีบทบาทสำคัญในการร่วมกันจัดตั้งกลุ่มสัจจะออมทรัพย์มุสลิม (ปลอดดอกเบี้ย) ตามหลักการอิสลามด้วย
กลุ่มสัจจะออมทรัพย์กะมิยอ

ก่อตั้ง 12 ตุลาคม 2543
สมาชิกแรกเริ่ม 33 คน
จำนวนสมาชิกทั้งหมดปัจจุบัน 185 คน
จำนวนเงินที่หมุนเวียน 123,535 บาท
จำนวนเงินให้กู้ 115,000 บาท
คงเหลือในบัญชี 8,535 บาท

ชีวิตส่วนตัวในวันนี้
       นายอับดุลการีม และนางฟารีด๊ะ การีมะ ยังคงดำรงชีพด้วยการประกอบอาชีพหลักคืองานปักจักร หมวกกะปิเยาะห์ที่ตำบลกะมิยอ .. ปัตตานี เขาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับครอบครัวที่มีลูกหญิงชายรวม 4 คน เป็นหญิง 3 คน ชาย 1 คน มีพี่น้องที่ดูแลกันและกันอย่างอบอุ่น มีเพื่อนบ้าน และสมาชิกชุมชนที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกันด้วยความเอื้ออาทร

หนึ่งความในใจของชาวกะมิยอ
         
จากปัญหาในการประกอบอาชีพของชุมชนกะมิยอเมื่อสมัยก่อนต้องออกไปหา งานนอกพื้นที่ทำให้เกิดปัญหา หลายประการ เช่น ชุมชนอ่อนแอ ไม่สามารถพัฒนาได้ต่อเนื่อง ขาดความเข้าใจต่อกัน เพราะต่างคนออกไปทำงาน ในที่ต่างกัน เช่น อำเภอ จังหวัด ประเทความอบอุ่นในครอบครัว และความผูกพันศใกล้เคียง เป็นต้น มีการแบ่งพรรคแบ่งพวกมีความระแวงต่อกัน ขาดความรัก ยาเสพติดที่ติดเข้ามาจากภายนอกพื้นที่ที่ทำงานอยู่ ผู้ด้อยโอกาสไม่สามารถเข้าร่วมกันกับสังคมได้อย่างปกติทั่วไป ขาดความรักความสามัคคีภายในชุมชน ภาพและเหตุการณ์เหล่านั้นฝังใจผมสมัยตอนเป็นเด็ก ช่วงที่เป็นเป็นเยาวชนนั้น ผมได้มีโอกาสเป็นตัวแทน เยาวชนฝึกอบรมโครงการต่างๆ ทำให้มีมีโอกาสได้เรียนรู้ชีวิตและชุมชนต่างๆ ที่อยู่นอกพื้นที่ ทำให้เกิดความรู้สึกว่าบ้านเราก็สามารถทำได้ จึงตั้งใจว่าจะทำอย่างไรให้ชุมชนมีงานทำภายในขึ้น เมื่อผมมีครอบครัว ผมก็ได้ทบทวนประสบการณ์และการใช้ชีวิตที่ลำบากและต้องดิ้นรนอยู่ตลอดเวลา เมื่อปี 2532 ก็จุดประกายผมได้คิดในอาชีพที่ผมชอบและรักที่จะทำ คือการทำหมวกกะปิเยาะห์ จึงได้ลองผิดลองถูกได้ระยะหนึ่ง จึงทำตัวอย่างสินค้าที่ยังไม่ได้ทำมาก่อนสองแบบ แล้วส่งตัวอย่างไปทดลองขายตัวเมืองปัตตานี ยะลา นราธิวาส ปรากฏว่าสินค้าขายดี ผลิตไม่ทัน ปลายปี 2532 จึงได้จัดรวมญาติพี่น้อง 5 คน เป็นกลุ่ม ตั้งชื่อกลุ่มเยาวชนเย็บหมวกกะปิเยาะห์ แล้วแบ่งหน้าที่กันทำเป็นส่วนต่างๆ ทุกกระบวนการผลิตจะแบ่งขั้นตอนต่างๆ ทำให้สินค้ามีมาตรฐานเดียวกัน จึงทำให้เป็นที่ต้องการของตลาด เมื่อตลาดมีความต้องการสินค้ามาก ขึ้นจึงรับสมาชิกเข้ามามากขึ้นเป็น 10 คน ในปี 2537 โดยเน้นผู้ด้อยโอกาสที่ยากจนและพิการคนหนึ่งใน 10 คน พิการเป็นโปลิโออยู่ 1 คน อายุ 23 ปี
         หมวกกะปิเยาะห์ ... เป็นสิ่งที่อยู่เคียงข้างชาวกะมิยอมาช้านานกว่า 30 ปีมาแล้ว ทำให้ชาวบ้านในชุมชน ไม่ต้องไปประกอบอาชีพที่อื่นๆ แม่บ้านสามารถที่จะทำงานที่บ้านได้ แต่เนื่องจากในปัจจุบันมีการผลิตมาก ชาวบ้านจากหมู่บ้านอื่นๆ และจังหวัดอื่นพากันเรียนรู้การทำหมวกกะปิเยาะห์ และการเรียนเพื่อประกอบอาชีพ แต่ไม่ได้วางแผนการตลาด ทำให้สินค้ามีราคาถูกตนราคาเกือบจะขาดทุน ทำให้ชาวบ้านจะอยู่ไม่ได้ ซึ่งจะกลายเป็นชุมชนที่ไม่เข้มแข็ง ซึ่งจะทำให้คุณภาพชีวิตของชาวชุมชนตกต่ำลง ซึ่งถ้าปล่อยเป็นอย่างนี้จะทำให้ชาวบ้านต้องกลับไปทำอาชีพอื่น

ปัญหาสินค้าราคาถูกมีดังต่อไปนี้
1. มีผู้ผลิตมาก ทำให้เกิดการแข่งขันในด้านราคา ทำให้ราคาตกต่ำ
2. พ่อค้าคนกลางที่ส่งออก ตะวันออกกลางโดยตรง กดราคา
3. รัฐมีการส่งเสริมในด้านการอาชีพและการผลิต แต่ไม่มีการวางแผนในด้านการตลาด

แนวทางแก้ไข
1. เวลารัฐบาลไปเยือนประเทศตะวันออกกลาง ควรมีผู้แทนการค้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านหมวกไปด้วย    เพื่อจะทำให้มีการเจรจาต่อรองราคา ซึ่งจะทำให้ราคาดีขึ้น 2. รัฐควรมีการประกันราคาอย่างที่รัฐบาลราคายางและมีแนวทางการแก้ปัญหาให้เป็นระบบ     และมีการซื้อด้วยการคัดคุณภาพ

อนาคตที่ห่วงกังวล
          จะทำให้ชุมชนทั้งระบบไม่มีงานทำ เพราะผลิตแล้วขาดทุน

ที่มา : บงกช ณ สงขลา.มปป.ปักจักร... งดงามแห่งรักกะมิยอ.ปัตตานี : มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.

ระบบเศรษฐกิจอิสลามกับการค้าการขาย
     ในคัมภีร์กุรอานมีคำสั่งอยู่มากมายหลายแห่งที่ส่งเสริมให้มุสลิมทำธุรกิจการค้าที่ถูกกฎหมายและ
หลากหลายรูปแบบ คำสั่งบางตอนถึงกับระบุไว้ว่า การค้าคือ “ความโปรดปรานของอัลลอฮฺ” ที่ได้มาจากการใช้ประโยชน์ทางทะเล แม่น้ำลำคลองและแผ่นดินในการค้าขายและการขนส่ง สินค้าทั้งภายในและภายนอกประเทศ
           “และพระองค์คือผู้ทรงทำให้ทะเลเป็นประโยชน์เพื่อสูเจ้าจะได้กินเนื้อจากมัน และจะเอาเครื่องประดับ จากมัน และสูเจ้าเห็นเรือแล่นฝ่าคลื่นในท้องทะเลและเพื่อสูเจ้าจะได้แสวงหาความโปรดปรานของ พระองค์และเพื่อสู้เจ้าจะได้ขอบคุณ” (กุรอาน 16:14)
           ปัจจุบัน ลักษณะของการทำธุรกิจการค้ามีความสลับซับซ้อนและมีหลากหลายรูปแบบมากขึ้น
ซึ่งในจำนวนนี้มีทั้งที่สอดคล้องและขัดกับหลักการอิสลาม แต่ในบทความชิ้นนี้จะขอพูดถึงรูปแบบของ การทำธุรกิจประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ปฏิบัติกันมาตั้งแต่ก่อนหน้าสมัยอิสลามและก็ยังถือเป็นที่อนุมัต ิตามกฎหมายอิสลามมาจนถึงปัจจุบัน นั่นคือรูปแบบของการเป็นหุ้นส่วนร่วมกันหรือที่ในภาษาอาหรับเรียกว่า “มุฎอรอบ๊ะฮฺ”อาจจะมาจากคำนี้ก็ได้
       ความหมายทางวิชาการด้านกฎหมายมุฎอรอบ๊ะฮฺในทางวิชาการด้านกฎหมาย คือสัญญาที่เจ้าของทรัพย์สิน หรือสินค้าขอวงตนมาเป็นทุนในการเป็นหุ้นส่วนกับอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งใช้ความสามารถในการประกอบการ มาเป็นทุน เพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน และในสัญญานี้ หุ้นส่วนทั้งสองฝ่ายจะมีส่วนแบ่งร่วมกันในผลกำไรถ้าหากม ี และถ้าหากเกิดการขาดทุนทั้งสองฝ่ายก็จะต้องรับผิดชอบร่วมกันด้วยโดยฝ่ายที่นำทรัพย์สิน หรือสินค้ามาเป็นทุน จะขาดทุนในทรัพย์สินหรือสินค้า ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งก็จะขาดทุนแรงงานและเวลา และจะไม่ได้รับสิ่งใดเป็นการตอบแทน สัญญาประเภทนี้คือแกนกลางในระบบธนาคารปลอดดอกเบี้ย ตามหลักการอิสลาม
     
  ชีวประวัติของท่านนบีมุฮัมมัด (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ก็มีแบบอย่างของการปฏิบัติเช่นนี้ให้เห็น ท่านเข้ามาร่วมธุรกิจการค้ากับนางเคาะดีญะฮฺ บินติคุวัยลิด โดยรับเป็นผู้จัดการขายสินค้าให้แก่นางและ ท่านได้นำสินค้าของนางจำนวนมากไปขายยังแดนไกล การทำธุรกิจการค้าในรูปแบบนี้ เป็นที่ปฏิบัติมาในหมู่ ชาวอาหรับและเป็นสิ่งที่อิสลามอนุมัติ
        
หลังจากสมัยของท่านบรรดาสาวก ก็ยังใช้วิธีการเช่นนี้ในการทำธุรกิจ อับดุลลอฮฺและอุบันดุลลอฮฺ (ทั้งสองคนเป็นลูกของอุมัรฺ อิบนุลค็อฎฎอบ) ซึ่งเดินทัพไปยังอิรัคและในตอนขากลับ ทั้งสองได้พบกับอบูมูซา อัล-อัชอารี ซึ่งมุมัรฺส่งไปเป็นผู้ปกครองเมืองบัสเราะฮฺ อบูมูซาได้ต้อนรับคนทั้งสองและในระหว่างนั้น อบูมูซาได้กล่าวแก่คนทั้งสองว่า “เงินทองที่นี่เป็นของอัลลอฮฺ ฉันต้องการจะส่งมันไปให้อะมีรุล มุมินีน (หมายถึงอุมัรฺ) ฉันจะให้เงินท่านไปซื้อสินค้าในอิรัค เพื่อนำไปขายที่มะดีนะฮฺ” ทั้งสองจึงได้นำเงินนั้น ไปซื้อสินค้าและนำไปขาย เมื่อได้ทุนกลับคืนมา ทั้งสองก็คืนทุนให้แก่อุมัรฺพร้อมกับกำไรส่วนหนึ่ง และกำไรส่วนที่เหลือนั้น ทั้งสองคนก็รับไป
          ดังนั้น คำว่า “มุฎอรอบ๊ะฮฺ” อาจหมายถึงบริษัทร่วมทุน ซึ่งในบริษัทนี้ ฝ่ายหนึ่งคือผู้เป็นเจ้าของ ทรัพย์สินมีสิทธิในผลกำไรที่เกิดจากสินค้า และอีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิในผลกำไรอันเนื่องมาจากการ ใช้แรงงานหรือความสามารถของตน พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือมันเป็นสัญญาหุ้นส่วนร่วมกัน ซึ่งกำไรที่เกิดขึ้นจะแบ่งกันตามข้อตกลงที่กำหนดไว้ระหว่างเจ้าของทุนกับผู้จัดการ
          อิสลามยอมรับการทำธุรกิจในรูปแบบนี้ก็เพราะมันเป็นความยุติธรรมและเอื้อประโยชน์แก่มนุษย์ ทั้งนี้เนื่องจากบางครั้ง เจ้าของเงินหลายคนไม่สามารถนำเงินของตนไปลงทุนให้เกิดกำไรหรืองอกเงยขึ้นมาได้ ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งมีความรู้เรื่องการลงทุนเป็นอย่างดี แต่ไม่มีเงิน อิสลามจึงอนุมัติให้คนทั้งสอง นี้มารวมกันในสัญญามุฎอรอบ๊ะฮฺ เพื่อแต่ละฝ่ายจะได้รับประโยชน์ร่วมกันจากสัญญานี้
         ในสัญญามุฎอรอบ๊ะฮฺ ผู้ประกอบการจะไม่ได้รับค่าจ้าง ถ้าหากการขาดทุนเกิดขึ้นเนื่องจากผู้ประกอบการ ไม่ระมัดระวัง หรือเป็นความผิดโดยเจตนาของผู้ประกอบการ เขาจะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายหรือการ ขาดทุนนั้น หากความเสียหายหรือการขาดทุนเกิดขึ้นเพราะสาเหตุอย่างอื่นที่อยู่นอกเหนือการควบคุม เช่น ภัยธรรมชาติ สินค้าราคาตก เขาก็ไม่ต้องรับผิดชอบต่อการขาดทุนนั้น เพียงแต่เขาจะไม่ได้รับอะไรเป็น การตอบแทนการทำงาน ดังนั้น ผู้ประกอบการหรือผู้จัดการในสัญญาประเภทนี้จะต้องเป็นคน ซื่อสัตย์สุจริตในการเป็นหุ้นส่วน และจะต้องทำกำไรให้มากเพื่อที่ตัวเองจะได้รับส่วนแบ่งจากผลกำไรมากด้วย
          ท่านนบีมุฮัมมัด (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) กล่าวไว้ในฮะดิษกุดซีย์ตอนหนึ่งว่า “ฉันเป็นหุ้นส่วนฝ่ายที่สามของหุ้นส่วนสองคน ตราบใดที่เขาไม่โกงเพื่อนของเขา แต่เมื่อเขาโกงเมื่อใด ฉันก็จะออกมาจากพวกเขา” (อบูดาวูด)

เงื่อนไขสัญญา
1) จะต้องมีใครบางคนจัดหาทุนเพื่อทำธุรกิจและจะต้องมีคนที่ซื่อสัตย์สุจริตมาจัดการทุนดังกล่าวตามที่อัลลอฮฺและ
    รอซูลของพระองค์ได้กำหนดไว้
2) สัญญานี้จะต้องกระทำโดยใช้เม็ดเงินที่เพียงพอต่อการสร้างกำไรหรือใช้ทองคำที่สามารถเปลี่ยนเป็นเม็ดเงินได้
3) ทั้งสองฝ่ายจะต้องทำสัญญากันเป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจนแน่นอนว่าจะจะทำธุรกิจอะไร และจะแบ่งกำไรกัน
    ในอัตราส่วนเท่าใด
4) การสิ้นสุดสัญญาระหว่างคู่สัญญาทั้งสองจะต้องกำหนดไว้ให้เป็นที่ชัดเจนในเอกสารด้วย ถ้าหากสัญญาดังกล่าว
    เป็นสัญญาลงทุนระยะเวลาหนึ่งปีหรือสองปีหรือมากกว่านั้น คัมภีร์กุอานสั่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า
    “โอ้ผู้ศรัทธาทั้งหลาย เมื่อสูเจ้าจะต้องเกี่ยวข้องกันเรื่องหนี้สิน จะด้วยหนี้สินใดๆ ก็ตาม จนกว่าจะถึงกำหนดเวลา
     ที่ถูกระบุไว้ก็จงบันทึกหนี้สินนั้นเสีย” (กุรอาน 2:282)
5) เจ้าของทุนจะต้องไม่วางมาตรการที่เข้มงวดแก่ผู้ประกอบการมากเกินไป จนผู้ประกอบการไม่สามารถทำหน้าที่ได้
    อย่างสะดวก
6) เมื่อหุ้นส่วนทั้งสองฝ่ายในธุรกิจมีส่วนแบ่งในผลกำไรร่วมกันก็จะต้องมีส่วนร่วมกันในการขาดทุนด้วยเช่นกัน

บางประเด็นที่มีความแตกต่างกันทางด้านกฎหมาย
          ถึงแม้สำนักกฎหมายทั้งสี่จะมีความเห็นสอดคล้องกันในเรื่องรูปแบบทางธุรกิจดังกล่าวแต่ก็ยังมีบางประเด็น
ที่สำนักกฎหมายทั้งสี่มีความเห็นแตกต่างกัน เช่น
1) สำนักกฎหมายของอิสลามมาลิกและอิมามซาฟีอี มีทัศนะว่าเจ้าของทรัพย์สินน่าจะมีสิทธิ์สั่งผู้ประกอบการ
   เกี่ยวกับเรื่องสถานที่ทำธุรกิจ ประเภทสินค้าที่จะขาย ระยะเวลาการขายว่าจะเป็นช่วงฤดูกาลไหน
   และสัญญาระหว่างทั้งสองฝ่ายจะสิ้นสุดอย่างไร และเมื่อใด ส่วนอิมามอะฮฺมัด
   อิบนุฮัมบัลและอิสลามอบูฮะนีฟะฮฺถือว่าผู้ประกอบการ ควรจะ   ได้รับอิสระในการทำงานอย่างเต็มที่ เพราะ
   ผู้ประกอบการควรจะรู้ว่าสินค้าอะไรที่เหมาะสมสำหรับเขาที่จะขาย หือธุรกิจอะไรที่เขาควรจะทำ
2) อิสลามอะหมัดมีความเห็นด้วยว่าเจ้าของทรัพย์สินอาจจะสั่งใครบางคนที่เป็น
   หนี้เขาให้เริ่มทำธุรกิจตามสัญญามมุฎอรอบ๊ะฮฺด้วยเงินของเขาเป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยมี
   เงื่อนไขว่าทั้งสองฝ่ายจะมีส่วนร่วมในผลกำไรด้วยกัน ส่วนทัศนะของอิมามมาลิกในเรื่อง
   นี้ก็คือผู้เป็นเจ้าของทุนน่าจะแจ้งให้ผู้จัดการ หรือผู้ประกอบการได้ทราบถึงธุรกิจที่เขาจะมี
   ส่วนในผลกำไร แต่ผู้เป็นเจ้าของทุนจะรับผิดชอบต่อการขาดทุนแต่เพียงผู้เดียว อย่างไร
   ก็ตาม อิมามอบูฮะนีฟะฮฺและอิมามซาฟีอีนิ่งเงียบในเรื่องนี้
3) ตามสำนักกฎหมายของอบูฮะนีฟะฮฺ ผู้เป็นเจ้าของทุนควรจะหักทุนของเขาจากเงินทั้งหมดก่อนที่จะแบ่งกำไร
  ถ้าหากกำไรหนึ่งแสนบาท ผู้เป็นเจ้าของทุนควรจะรับเพียงครึ่งหนึ่งและอีกครึ่งหนึ่งให้ผู้ประกอบการไป
  หรือแบ่งไปตามข้อตกลงที่ได้ทำกันไว้ แต่ถ้าหากผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินเอาจำนวนมากเกินกว่าที่ตกลงไว้
  นั่นก็คือการเอาเปรียบทัศนะของอิมามซาฟีอีเรื่องการแบ่งผลกำไรนั้น สอดคล้องกับทัศนะของอิมามอบู
   ฮะนีฟะฮฺ อิมามซาฟีอีได้อธิบายเรื่องนี้เพิ่มเติมว่ากำไรอาจจะแบ่งกันก่อนรวมทุน และถ้า
   หากผู้เป็นเจ้าของทุนเอาส่วนแบ่งของเขาไปก่อนการแบ่งผลกำไร เขาก็จะได้รับเฉพาะเปอร์เซ็นต์ส่วนที่เหลือ

4) สำนักอิมามมาลิกมีทัศนะว่า ถ้าหากมีการขาดทุนตามปกติ หรือมีการขโมยเกิดขึ้นทั้งสองฝ่ายก็จะมีแต่เฉพาะ
   สิ่งที่เหลือไว้เท่านั้นที่จะนำมาแบ่งกัน แต่ถ้าหากการขโมยหรือการยักยอกเกิดขึ้นจากการ
   วางแผนทุจริต ผู้ประกอบการจะต้องรับผิดชอบอิมาม อะหมัด อิบนุฮัมบัล มีทัศนะว่าถ้าหากเจ้าของทุนไม่อยู่    การแบ่งผลกำไรก็ยังไม่อาจทำได้

การจัดการทรัพย์สินของเจ้าของทุนที่เสียชีวิต
          ในกรณีที่ผู้เป็นเจ้าของทุนเสียชีวิตนั้น คู่สัญญาจะต้องเข้าใจด้วยว่าสัญญาที่ทำไว้กับผู้ตาย นั้นต้องสิ้นสุดลงด้วย ผู้ประกอบการจะต้องไม่นำทรัพย์สินหรือทุนของผู้ตายไปใช้ เว้นเสียแต่จะ ได้รับการยินยอมจากทายาทของผู้ตายเสียก่อน มิเช่นนั้นแล้ว ก็เท่ากับเขาได้ทำผิด อย่างไรก็ตาม ถ้าหากเขาสามารถทำกำไรจากทุนหรือทรัพย์สินของผู้ตายได้ เขาก็จะได้รับส่วนแบ่งจากผลกำไรนั้น

การสิ้นสุดสัญญา
          ซัยยิดซาบิกมีความเห็นว่าสัญญาจะเป็นโมฆะ โดยมีเหตุผลดังต่อไปนี้
1) ถ้าหากคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดละเมิดหลักการสำคัญของสัญญา
2) ถ้าหากผู้ประกอบการไม่สามารถคุ้มครองเงินทุนหรือใช้ทุนนั้น นอกเหนือข้อตกลงของสัญญา
3) คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเสียชีวิต

ที่มา : บรรจง บินกาซัน.2546. “มุฎอรอบ๊ะฮฺ หุ้นส่วนธุรกิจในอิสลาม” สารสัมพันธ์ (จุลสารเพื่อการเผยแพร่ อิสลาม
โครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม) มูลนิธิสันติชน ฉบับที่ 26 ประจำเดือนกันยายน – ตุลาคม, หน้า 2 – 6