ตามรอยเส้นทางการเดินทาง
ของแรงงานร้านอาหารไทย ในมาเลเซีย
การเดินทางตามรอยแรงงานไทยในมาเลเซีย
เริ่มขึ้น ณ คิวรถแท็กซี่เบนซ์โทรมๆ ที่จอดรวมอยู่กับคิวรถสองแถวปัตตานี
โคกโพธิ์ เมื่อก่อนการเดินทางไปมาเลเซียจะง่ายกว่านี้ สามารถขึ้นรถจากหน้ามัสยิดกลาง
จังหวัดปัตตานี เพื่อไปกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียได้เลย แต่หลังจากเหตุการณ์ความไม่สงบ
ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เกิดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม
2547 เป็นต้นมา หลายๆ อย่างเปลี่ยนไป ความไม่มั่นใจ ในการเดินทางเข้าออก
ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้บริษัทเดินรถ ได้รับผลกระทบจนต้องหยุดกิจการบ้าง
นำรถไปจอดนอกพื้นที่สามจังหวัดอย่างหาดใหญ่ จ.สงขลา บ้าง เช่นเดียวกับการเดินทางครั้งนี้
จำเป็นต้องนั่งรถแท็กซี่ เพื่อมายังด่านปาดังเบซาร์ จังหวัดสงขลา

เมื่อถึงบริเวณด่านปาดังเบซาร์
รถแท็กซี่จอดเรียงรายเป็นแถวเป็นแนว แบมุ ชายวัยกลางคนไว้ผมยาวรุงรัง
ไว้หนวดเครา แต่งตัวปอนๆ คนที่นี่เรียกเขาว่า แบมุ ปาดังเบซาร์

แบมุ
ยึดอาชีพในการกรอกรายละเอียด เพื่อขอวีซ่าเดินทางเข้าไปในมาเลเซีย
หรือที่ทางการมาเลเซียเรียกว่า อีซีบอแร คุณมะฮมุด เป็นคนเก่าคนแก่
เป็นคนกว้างขวางแถวนี้ เขารู้จักเกือบทุกคน ที่เข้าไปทำงานในมาเลเซีย
ทางด่านปาดังเบซาร์ แบมุออกมาหาลูกค้าเพื่อดึงให้ไปใช้บริการรถตู้
บอกให้เราตั้งของฝั่งนี้ ฝั่งโน้น การตั้งกระเป๋าหรือของ เป็นสัญญาอย่างหนึ่งในการบอกให้รู้ว่าจะนั่งรถตู้ของใคร
เป็นอาชีพที่ต้องแย่งชิงลูกค้า ใครเร็วก็ได้ไป นอกจากจะบริการรถตู้ข้ามฝั่งไปมาเลเซียแล้ว
ยังบริการเขียนใบอนุญาตขอวีซ่าเข้าประเทศด้วย โดยรวบรวมหนังสือเดินทาง
พร้อมเก็บค่าบริการคนละ 60 บาท แบ่งเป็นค่ารถโดยสาร 30 บาท กับระยะทางไปส่งผ่านแดนไม่ถึง
2 กิโลเมตร ค่าเขียนใบอนุญาตขอวีซ่า 20 บาท กรอกข้อมูลให้ทุกอย่าง
รวมทั้งเซ็นชื่อแทนให้ด้วย และค่าตอบแทนนายด่านแบบไม่เข้าหลวงอีก
10 บาท

ระหว่างที่รอ
ก็ขอสถานที่แลกเงินไทย เป็นสกุลเงินริงกิตมาเลเซีย กับร้านค้าในละแวกนั้นซะก่อน
วันนั้น (17 พ.ค.47) มีอัตราการแลกเงินอยู่ที่ 1,000 บาท ต่อ 97
ริงกิตมาเลเซีย เท่ากับว่าการแลกเงินทุกๆ 1,000 บาท เงินเราจะหายไปประมาณ
30 บาท หรือลองหารดูแล้ว 1 ริงกิตมาเลเซีย (RM) เท่ากับเงินไทย 10.31
บาท หลังจากแลกเงินแล้ว ต้องหาอะไรรองท้องก่อน ต้องเดินทางไปอีกไกลและอีกนาน
ด้านหลังที่จำหน่ายตั๋ว และบริการห้องน้ำแบบจ่ายเงิน มีร้านอาหารซึ่งคนไทยที่ประสงค์ไปหางาน
หรือกลับไปทำงานในมาเลเซียมากินกันที่นี่ พบวัยรุ่นซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย
นั่งดื่มนั่งกินกัน ต่างคนต่างอวดมือถือรุ่นใหม่ๆ ขณะที่คณะเดินทาง
ไปเก็บข้อมูล ก็สั่งก๋วยเตี๋ยวมากินกันคนละชาม พร้อมพูดคุยว่า จะเดินทางต่อไปกัวลาลัมเปอร์อย่างไร
ระหว่างรถบัสกับรถไฟ ถ้าไปรถบัสก็จะไปถึงปะมาณ 03.00 น. ถ้าไปรถไฟก็จะถึงประมาณ
10.30 น. แต่ได้ข่าวมาว่าถ้าไปรถบัส จะมีการตรวจสอบซักถามจากเจ้าหน้าที่มาก
การเข้าไปของแรงงานไทยมักเจอปัญหาบ่อยๆ เพราะใช้หนังสือเดินทางแบบนักท่องเที่ยว
แต่ถ้าไปรถไฟ กว่าจะถึงก็กินเวลานาน ข้อสรุปคือนั่งรถไฟไปลงสถานี
Butter Worth แล้วค่อยนั่งรถต่อไปจนถึงกัวลาลัมเปอร์
เมื่ออิ่มหนำสำราญกับอาหารมื้อเย็นแล้วก็นั่งรอรถที่จะข้ามไปส่งยังฝั่งมาเลเซีย
แบมุ นอกจากจะมีหน้าที่ต้อนลูกค้า ให้มาใช้บริการรถตู้แล้ว ยังทำหน้าที่คนขับรถไปด้วยในตัว
เมื่อได้ลูกค้าครบจำนวนที่นั่ง (ประมาณ 10 คน) แบมุก็ร้องเรียกลูกค้าให้ขึ้นรถแล้วบึ่งไปที่ด่านทันที
เมื่อถึงด่านของฝั่งไทย แบมุก็ลงจากรถพร้อมหนังสือเดินทางปึกใหญ่
ที่รวบรวมจากลูกค้า ทำหน้าที่เจรจากับนายด่าน พร้อมค่าตอบแทน เพื่ออำนวยความสะดวกอย่างคล่องแคล่ว

เมื่อเคลียร์ได้แล้ว
ก็ขับรถผ่านไปจนถึงด่านมาเลเซีย ระหว่างนี้แบมุก็จะส่งหนังสือเดินทางคืนให้ลูกค้า
พอถึงด่านของมาเลเซีย ทุกคน ก็ต้องลงจากรถ พร้อมถือหนังสือเดินทางของตัวเอง
เพื่อตรวจสอบความถูกต้องทีละคน เจ้าหน้าที่มาเลเซียผู้หญิงนั่งทำงานในห้องแคบๆ
เท่ากับแมวดิ้นตาย ท่าทางเซ็งๆ กับชีวิตและงานซ้ำซากน่าเบื่อ รับหนังสือเดินทาง
เสียบเข้าเครื่องตรวจรหัส ก่อนประทับตรายางอนุญาตวีซ่า ที่ให้อาศัยอยู่ในมาเลเซียได้เพียง
30 วัน ซึ่งการประทับตรานี้ มีภาษาที่คนไทยที่ไปทำงานในมาเลเซียเรียกว่า
ช็อป (Chop) พาสปอร์ต ขณะที่เข้าแถว เพื่อรอการตรวจหนังสือเดินทางขาเข้านั้น
แบมุก็ขับรถตู้ผ่านด่านไปรอรับลูกค้าแล้ว เมื่อลูกค้าทุกคนผ่าน ก็ขึ้นรถตู้ไปส่งผู้โดยสารยัง
ฆางะ ซึ่งเป็นสถานีรถบัส ที่จะไปยังรัฐต่างๆ ของมาเลเซีย ถ้าใครจะไปรถไฟ
ก็จะจอดบริเวณทางขึ้นสะพานลอย ข้ามฟากไปยังสถานีรถไฟ ความชันและบันไดหลายขั้น
เล่นเอาคณะเดินทาง ที่ต่างคนต่างถือข้าวของพะรุงพะรัง เหนื่อยหอบกันเป็นแถวๆ

พอข้ามมาถึงสถานีรถไฟ
ซึ่งทางเดินของสะพานลอย จะต่อเชื่อมกับชั้นสองของสถาบันรถไฟ ซึ่งเปิดเป็นร้านค้าขายอาหาร
เครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยวต่างๆ เดินลงไปข้างล่างเพื่อไปยังห้องจำหน่ายตัว
คณะเดินทางคนหนึ่งซึ่งมีประสบการณ์ไป-มา ระหว่างไทยกับมาเลเซียมานาน
เกิดไอเดีย ที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง โดยซื้อตั๋วแค่อลอสตาร์
แต่จะนั่งต่อไปจนถึงบัตเตอร์เวิร์ธ ซึ่งห่างกันประมาณ 3 สถานี ค่าตั๋วคนละ
3 RM

ภายในรถไฟดูสะอาดกว่าบ้านเรามาก
ที่นั่งก็ไม่ได้ติดๆ กันจนแน่นเหมือนรถไฟไทย หากใครมาเป็นครอบครัวหรือหมู่คณะ
คงชอบที่จะจับจองที่นั่งตรงกลางโบกี้ ซึ่งมีโต๊ะไว้ตั้งวางของ หรือสั่งอาหารมานั่งกินได้สบาย
รถไฟก็มีเครื่องปรับอากาศเย็นสบายทั้งขบวน ไม่ว่าจะเป็นตู้ชั้นไหนก็ตาม
ซึ่งต่างกับบ้านเราที่ตู้ชั้น 3 จะไม่ติดเครื่องปรับอากาศ
ประมาณ
16.30 น. รถไฟก็เริ่มออกจากชานชาลา มุ่งหน้าสู่บัตเตอร์เวิร์ธ และสุดทางที่สิงคโปร์
ระหว่างที่นั่งไปได้สักพักก็เริ่มหิวน้ำ ในใจก็อยากไปดูตู้เสบียงว่าเป็นอย่างไร
จึงชวนไปหาอะไรแก้กระหายหน่อย ภายในตู้เสบียง มีการจัดมุมจำหน่ายอาหาร
ขนม รวมถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบถ้วยโฟมเรียงในตู้กระจกใสๆ ดูสะอาด
พนักงานขายใส่เสื้อเชิ้ต สวมทับด้วยเสื้อกั๊กสีน้ำตาล ผูกหูกระต่ายเรียบร้อย
ยืนต้อนรับให้สั่งอาหารหรือเครื่องดื่ม ราคาก็แพงเอาการอยู่ เครื่องดื่มกระป๋องตกราคา
2 RM หรือ 20 กว่าบาท แต่บรรยากาศน่านั่งมาก
เสร็จจากสำรวจตู้เสบียงก็กลับมานั่งประจำที่
พนักงานตรวจตั๋วบนรถไฟ ก็เดินมาขอดูตั๋วแล้วผ่านไป นั่งไปเรื่อยๆ
จนถึงสถานีอลอสตาร์ ตามที่ตั๋วกำหนดให้ลง แต่ความหัวหมอของไทยเรา
ก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้นั่งต่อไป พอรถไฟเคลื่อนผ่านสถานีอลอสตาร์ไป
2 สถานี เจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วเดินผ่าน ดันจำได้ว่าคณะเดินทาง ต้องลงที่สถานีอลอสตาร์
ปรากฏว่าต้องเสียค่าปรับอีกคนละ 1 RM แถมยึดตั๋วไปเลย เพื่อบังคับให้ลงสถานี
หน้าคือบัตเตอร์เวิร์ธ สงสัยคงมีประสบการณ์ กับคนหัวหมอแบบนี้มาเยอะ
เวลาประมาณ
21.45 น. ก็ถึงที่หมายคือสถานีบัตเตอร์เวิร์ธ หิ้วของลงจากรถไฟ เดินไปสถานีจำหน่ายตั๋วรถบัส
เพื่อต่อไปยังกัวลาลัมเปอร์ ราคาตั๋วก็คนละ 20 RM เหลือเวลาอีกประมาณ
30 นาทีกว่ารถจะออก ก็หาห้องน้ำทำธุระให้เรียบร้อย รวมทั้งหาอะไรกินซะหน่อย
ข้าวมันไก่ อาหารที่เรียบง่ายและรวดเร็ว เสิร์ฟพร้อมกับแตออ (ชาใส่น้ำตาลร้อนๆ)
นับเป็นอาหารมื้อแรก ในดินแดนมาเลเซีย


ได้เวลาใกล้รถจะออก
ก็รีบไปหาที่นั่ง ขึ้นไปบนรถก็จะเห็นที่นั่งกว้างขวาง ด้านขวาเบาะเดี่ยว
ด้านซ้ายเบาะคู่ ดูไม่เบียดแน่น เทียบกับรถบัสแบบวีไอพี 24 ที่นั่งบ้านเราได้เลย
รถเริ่มออก คนก็เริ่มง่วง หลับเอาแรงระหว่างทาง จนถึงที่หมายคือกัวลาลัมเปอร์


สุดทางรถบัส
จะมีบรรดารถแท็กซี่มารอ ที่จะแย่งลูกค้า ให้โดยสารไปกับรถของตนอย่างชุลมุน
การเจรจาราคาเป็นไปอย่างดุเดือด จากเดิมที่คิด 30 RM จนเหลือ 18
RM จึงตกลงขนสัมภาระ ใส่กระบะหลังรถ แล้วนั่งแท็กซี่ไปยังที่พักทันที

ทั้งหมดนี้คือบันทึกการเดินทาง
ตามรอยแรงงานร้านต้มยำกุ้งในมาเลเซีย ซึ่งนอกจากด่านปาดังเบซาร์แล้ว
เส้นทางแรงงานร้านต้มยำกุ้ง ใช้เดินทางเข้าประเทศมาเลเซีย ก็คือด่านสะเดา
ด่านนอก ด่านจังโหลน จังหวัดสงขลา ด่านตากใบ ด่านสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส
ด่านเบตง จังหวัดยะลา และด่านของจังหวัดสตูล
การเดินทางเข้าออกมาเลเซีย
ถ้าเคยใช้เส้นทางไหนก็จะไม่เปลี่ยน เข้าทางปาดังเบซาร์ ก็จะเข้าช่องทางนี้ตลอด
ตรงนี้เป็นเรื่องเครดิตเหมือนกัน เป็นความคุ้มเคย ระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการ
เวลาเกิดอะไรขึ้น ก็สามารถไกล่เกลี่ยกันได้ง่าย ถ้าเปลี่ยนเส้นทาง
ยังไม่สนิทกับเจ้าหน้าที่เพียงพอ อาจทำให้ไม่สามารถเข้าไปมาเลเซียได้
มีโอกาสเสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา