หน้าแรก
 ความนำ
 สาเหตุสำคัญ ของการไปทำงาน ของแรงงานร้านอาหารไทย ในมาเลเซีย
 ตามรอยเส้นทางการเดินทาง ของแรงงานร้านอาหารไทย ในมาเลเซีย
 ปัจจัยที่สร้างความรุ่งโรจน์ ต่อร้านอาหารไทย ในมาเลเซีย
 องค์ประกอบ และบทบาทของบุคคล ในร้านอาหารไทย
 ชีวิตประจำวัน และความเป็นอยู่ ของแรงงานร้านอาหารไทย ในมาเลเซีย
 สภาพปัญหา ของแรงงานร้านอาหารไทย ในมาเลเซีย
 มาตรการทางกฎหมาย ของมาเลเซีย ด้านแรงงานต่างชาติ
 นโยบายของไทย ในการสนับสนุนแรงงาน ร้านอาหารไทย ในมาเลเซีย
 ข้อเสนอแนะ จากแรงงานร้านอาหารไทย ในมาเลเซีย
 ประเด็นที่น่าศึกษาวิจัยเพิ่มเติม
 การฝึกอบรมฝีมือ การทำอาหารให้คนไทย ที่จะไปทำงาน เป็นกุ๊กร้านอาหารไทย ในมาเลเซีย จำเป็นหรือไม่?
 ตัวอย่างห้องครัวร้าน Epah Tomyam
 ตัวอย่างเมนูอาหารร้าน Epah Tomyam
 กระดานข่าว
 

ชีวิตประจำวัน และความเป็นอยู่ของแรงงานร้านอาหารไทย ในมาเลเซีย

          การใช้ชีวิตในหนึ่งวัน ของแรงงานร้านอาหารไทยในมาเลเซีย เริ่มจากตื่นนอนตอนบ่าย 2 หรือบ่าย 3 อาบน้ำแต่งตัวเพื่อมาเตรียมร้าน ปัดกวาด ทำความสะอาด บริเวณในร้านและรอบๆ ร้าน บ้างก็ปลอกหัวหอม เด็ดขั้วพริก ใบมะกรูด คั้นน้ำมะนาว ฯลฯบ้างก็ซาวข้าว หุงข้าวอยู่หลังร้าน ต้มกระดูกไก่ทำซุบ ต้มหางวัวจนได้ที่ ใครทำหน้าที่ตัวเองเสร็จก็ทยอยทำอาหารกินกัน หลังจากปล่อยให้ท้องว่างมาหลายชั่วโมง จนถึง 5 โมงเย็นร้านอาหารก็พร้อมแล้วที่จะต้อนรับลูกค้า

           ร้านอาหารจะเปิดร้านไปจนถึง เวลาประมาณ 01.00 น. ได้เวลาที่ร้านเตรียมจะปิด และขณะเดียวกัน ก็เป็นเวลาอาหารของลูกจ้าง ที่นั่งล้อมวงกินข้าวกัน บางคนก็ทยอยล้างและเก็บถ้วยชาม ภาชนะต่างๆ เวลา 02.00 น. ก็เลิกขาย แล้วปิดร้าน หลังจากนี้ก็ถือเป็นเวลาส่วนตัว บางคนก็ซักผ้า บางคนก็นั่งคุย นั่งดูทีวี คนที่มีอารมณ์ศิลปิน ก็อาจหยิบจับกีตาร์บรรเลงขับกล่อม รักษาอาการคิดถึงบ้าน กว่าจะได้นอนก็เกือบสว่าง ตื่นอีกทีก็บ่าย 2 หรือบ่าย 3 ชีวิตก็จะวนเวียนอยู่แบบนี้
          แรงงานคนหนึ่งของร้าน Tomyam 2000 ได้เปิดเผยว่า “การใช้ชีวิตก็ตื่นประมาณเที่ยงวัน บางวันก็ตื่นมาซักผ้า จากนั้นก็มาที่ร้านประมาณ 13.00 น. มาเตรียมขาย ร้านนี้มีวันหยุดให้ 10 วันต่อ 4 เดือน ร้านจะหยุดต่อเนื่องให้เลย 10 วัน ใครจะกลับบ้านก็ต้องไปช่วงนี้ บางคนที่ไม่กลับก็จะเยี่ยมเพื่อนๆ ที่เป็นแรงงานร้านต้มยำอื่นๆ บ้าง นอนพักผ่อนบ้าง ไปเที่ยวบ้างถ้าวีซ่ายังไม่ขาด”
          รอฮานี ร้าน Epah Tomyam เล่าว่า “แรงงานที่นี่มีวีซ่าแค่ 30 วัน หลังจากนั้นก็อยู่อย่างผิดกฎหมาย อยู่เกินกำหนดที่วีซ่าออกให้ เวลาจะกลับประเทศไทย ต้องจ้างให้คนไปจ็อบวีซ่าย้อนหลังให้ครบ จึงจะกลับบ้านได้ เดือนหนึ่งมีวันหยุดให้ 2 วัน แต่ถ้าเดือนไหนไม่หยุด ก็สะสมไปหยุดทีเดียวก็ได้ วันที่ได้หยุดก็ออกไปเที่ยว ไปช็อปปิ้งซื้อของ ไปเยี่ยมเพื่อนๆ ที่ร้านอื่น” เมื่อถามถึงการมาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองแล้ว ไม่คิดถึงบ้านหรือ? คุณรอฮานี กล่าวว่า “คิดถึงบ้านเหมือนกัน ถ้าเป็นไปได้อยากกลับไปเปิดร้านที่ประเทศไทย แต่ต้องปรับเปลี่ยนอะไรหลายอย่าง เพราะคนไทย จะกินอาหารในรสชาติอาหาร ที่ครบถ้วนกว่านี้”
          กุ๊กมือสองร้าน Epah Tomyam กล่าวว่า “ค่าจ้างจะได้เป็นรายเดือนๆ ละ 1,200 RM เงินที่ได้ก็จะฝากเจ้าของร้านไว้ เวลาจะกลับบ้านซึ่งประมาณ 3 เดือนครั้งก็ค่อยเบิกไปให้ที่บ้านอย่างน้อย 5,000 บาททำงานเดือนหนึ่งหยุดได้ 1 –2 วัน ถ้าวีซ่าไม่หมดอายุก็ออกไปเที่ยว ไปหาเพื่อนที่ทำงานร้านต้มยำบ้าง แต่ถ้าวีซ่าหมดอายุก็นอนอยู่ที่บ้านพัก ไม่ได้ไปไหน ข้อห้ามของทางร้าน คือต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งที่ผิดกฎหมาย”
          ชีวิตประจำวันของลูกจ้างร้านต้มยำ นอกจากทำงานในร้านต้มยำแล้ว เวลาว่าง หลังจากเลิกงานก็ต้องกลับมานอนพักผ่อน หรือบางที อาจจะไปเที่ยวต่อถ้าวีซ่ายังไม่หมดอายุ ถ้ามีเวลาว่างในช่วงเย็น หรือช่วงหยุดงาน ก็จะออกกำลังกาย เล่นกีฬาร่วมกันบ้าง เช่น เล่นฟุตบอล เซปักตะกร้อ เล่นกับคนไทยบ้าง เล่นกับคนมาเลเซียในละแวกใกล้เคียงบ้าง ความสนิทกับชุมชนละแวกนั้นๆ เพื่อเป็นเกราะสร้างความปลอดภัยให้ตนเอง ในทางกลับกัน หากวีซ่าหมดอายุ ชีวิตของคนลูกจ้างร้านต้มยำจะค่อนข้างเก็บตัว หลังจากงานเสร็จ ก็กลับมานอน
          นายมะรูดิง เป็นหนุ่มที่มีบ้านเกิดที่ตันหยงเปาว์ ตำบลท่ากำชำ อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ทำงานในมาเลเซียประมาณ 3 ปีแล้ว ได้พูดถึงชีวิตในมาเลเซียว่า “เมื่อร้านหยุด ก็อยากไปเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวของมาเลเซียตามประสาวัยรุ่น แต่ก็ทำตามใจไม่ได้ เพื่อแลกกับความสุขของคนที่บ้าน ก็ต้องยอมรับสภาพ ชีวิตก็ไม่ลำบาก แต่ขาดอิสระเท่านั้น”
          ความอิสระในมาเลเซีย เป็นสิทธิที่ผู้ประกอบการร้านต้มยำ ต้องการและแสวงหามากที่สุด แต่สิทธิตรงนี้ ไม่สามารถเป็นไปได้ เพราะที่นี่ประเทศมาเลเซีย ไม่ใช่ประเทศไทย ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็ดีพอใช้ได้แล้ว เพียงแต่ต้องอยู่อย่างระมัดระวังเท่านั้น
          สำหรับที่พักอาศัย ของผู้ประกอบการ ร้านต้มยำในมาเลเซีย ส่วนใหญ่จะเช่าบ้านของคนมาเลเซียอยู่ อัตราค่าเช่าบ้าน อยู่ที่ราคาประมาณ 2,000 – 8,000 บาท ในกรณีที่บ้านจัดสรรแพง ก็จะพักห้องแถวหรือคอนโดมีเนียมใกล้ๆ กับร้านอาหาร ถึงจะแพง แต่จำเป็นจะต้องเช่า เพื่อสะดวกในเดินทาง ระหว่างที่พักกับที่ประกอบการ ในกรณีที่ผู้ประกอบการเป็นชาวมาเลเซีย ก็จะออกค่าเช่าแทนลูกจ้าง รับผิดชอบในด้านที่พักอาศัยทุกอย่าง
          ตัวอย่างแรงงานไทยที่ร้าน Epah Tomyam สถานที่ทำงานของคนไทย ที่มาใช้ชีวิตยังต่างแดน บ้านพักซึ่งอยู่ห่างจากร้านไม่ถึง 20 ก้าว สภาพในบ้านพักมีการแบ่งเป็นห้องๆ เอาฝาไม้มาตีกั้นเป็นห้องกันเอง ทุกห้องก็ล็อคประตูด้วยแม่กุญแจ เห็นจะมีอยู่ห้องเดียว ที่เอาธงพรรคการเมืองหนึ่งในมาเลเซีย มาติดเป็นม่านบังไว้เฉยๆ ความคับแคบและกลิ่นอับของห้อง เป็นเพราะการเปิดประตูหน้าต่างทิ้งไว้ เป็นเรื่องอันตราย ย่านที่อยู่ในบริเวณนี้เป็นย่านคนอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นแรงงานต่างด้าวเช่นกัน อีกทั้งปัญหายาเสพติด ก็ค่อนข้างรุนแรง การอยู่ที่นี่จึงต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ
          แรงงานร้าน Epah Tomyam อีกสาขาหนึ่งอยู่ในย่านคนจีน ที่พักของแรงงานจะดีหน่อย อยู่คอนโดมีเนียม ค่าเช่าเดือนละ 800 RM แพงมากเมื่อเทียบกับขนาดของห้อง ลูกจ้างที่นี่ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง มีทีวีและเครื่องเสียงครบครัน
          การเปิดร้านอาหารของคนไทย จะอาศัยความเชื่อใจและความสามัคคีกัน เมื่อมีคนไทยเดือดร้อนจะช่วยเหลือกัน โดยเฉพาะเมื่อประสบกับภาวะตกงานในมาเลเซีย คนตกงานเหล่านี้จะไปพักกับคนไทย และช่วยงานในร้านต้มยำเล็กๆ น้อยๆ โดยแลกกับอาหารในแต่ละวัน ถ้าไม่มีเงินค่ารถ ก็จะช่วยออกค่ารถให้ โดยไม่ได้หวังว่าจะได้คืน เป็นความเอื้ออาทรที่เกิดขึ้น ท่ามกลางความเข้าใจ ของคนไทยด้วยกันในต่างแดน