หน้าแรก
 ความนำ
 สาเหตุสำคัญ ของการไปทำงาน ของแรงงานร้านอาหารไทย ในมาเลเซีย
 ตามรอยเส้นทางการเดินทาง ของแรงงานร้านอาหารไทย ในมาเลเซีย
 ปัจจัยที่สร้างความรุ่งโรจน์ ต่อร้านอาหารไทย ในมาเลเซีย
 องค์ประกอบ และบทบาทของบุคคล ในร้านอาหารไทย
 ชีวิตประจำวัน และความเป็นอยู่ ของแรงงานร้านอาหารไทย ในมาเลเซีย
 สภาพปัญหา ของแรงงานร้านอาหารไทย ในมาเลเซีย
 มาตรการทางกฎหมาย ของมาเลเซีย ด้านแรงงานต่างชาติ
 นโยบายของไทย ในการสนับสนุนแรงงาน ร้านอาหารไทย ในมาเลเซีย
 ข้อเสนอแนะ จากแรงงานร้านอาหารไทย ในมาเลเซีย
 ประเด็นที่น่าศึกษาวิจัยเพิ่มเติม
 การฝึกอบรมฝีมือ การทำอาหารให้คนไทย ที่จะไปทำงาน เป็นกุ๊กร้านอาหารไทย ในมาเลเซีย จำเป็นหรือไม่?
 ตัวอย่างห้องครัวร้าน Epah Tomyam
 ตัวอย่างเมนูอาหารร้าน Epah Tomyam
 กระดานข่าว
 

สภาพปัญหาของแรงงาน ร้านอาหารไทยในมาเลเซีย

ปัญหาของแรงงานร้านอาหารไทย สามารถประมวลได้ออกเป็น 3 ด้าน คือ
          1. ปัญหาการเข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมาย ไม่มีใบอนุญาตทำงาน การอยู่เกินกำหนดที่วีซ่าออกให้
          2. สวัสดิการและความมั่นคงในการทำงาน
          3. มาตรฐานรสชาติอาหารไทยที่เปลี่ยนไป

ปัญหาการเข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมาย ไม่มีใบอนุญาตทำงาน และการอยู่เกินกำหนดที่วีซ่าออกให้
          คุณอดุลย์ โชตินิสากร หัวหน้าสำนักงานการค้าไทยในมาเลเซีย กล่าวถึงปัญหาด้านแรงงานร้านอาหารไทยว่า “ต้องยอมรับว่ามาเลเซีย กีดกันคนต่างชาติ ที่จะเข้ามาทำธุรกิจ ซึ่งต่างกับประเทศไทยที่เปิดโอกาสให้คนต่างชาติถือหุ้นได้ร้อยละ 49 ห่างกันร้อยละ 2 แต่ของมาเลเซียเปิดโอกาสให้คนต่างชาติถือหุ้นได้เพียงร้อยละ 30 หากมองไปที่ร้านต้มยำ มีองค์ประกอบ 3 ส่วนคือ เจ้าของร้าน กุ๊ก และเด็กเสิร์ฟ ในส่วนของความเป็นเจ้าของ เราต้องใช้คนมาเลเซียเป็นเจ้าของ เราทำร้านได้ดีก็อยู่ต่อไม่ได้ เขาจะหุบร้านเอาไป ลักษณะนิสัยของคนมาเลเซียเป็นแบบนี้ แรงงานของเราเหมือนน้ำ ไหลไปตามที่อยากไป อยู่ในประเทศไทยไม่มีอะไรให้ทำ ได้ข่าวว่าทำงานมาเลเซียได้เงินดี คนก็อยากจะมา มีปัจจัยดึงดูดให้คนอยากทำ ไม่มีความรู้ว่า ถ้าจะเปิดร้านอาหารอย่างถูกกฎหมายที่มาเลเซียนั้น เขาทำกันอย่างไร และที่ผิดกฎหมายมันเป็นอย่างไร ส่วนกุ๊กหรือ Chef ถือว่าเป็นคนส่วนน้อย ร้านอาหารร้านหนึ่งเฉลี่ยแล้วจะมีกุ๊ก 2 – 3 คน การเข้ามาของคนกลุ่มนี้ จะไม่มีใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) เช่นเดียวกับเด็กเสิร์ฟ และคนงานในร้านอาหารซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีจำนวนมาก และมีความผิดอย่างอื่นอีก คือการเข้ามาผิดประเภท ใช้หนังสือเดินทางเป็นนักท่องเที่ยว แต่มาทำงาน ผิดที่อยู่เกินกำหนดที่วีซ่าให้แค่ 30 วัน ผิดที่ใช้คนอื่นไปทำวิซ่าแทน ผ่านระบบนายหน้า รัฐบาลมองแค่ประโยชน์ที่จะได้รับ ในเรื่องค่าจ้างแรงงาน เงินอย่างเดียวคงไม่ใช่ แต่ปัญหาสังคมในเชิงลบ (Negative) เราไม่ได้ มอง”
          ความเห็นดังกล่าว มีความสอดคล้อง กับเจ้าหน้าที่จากสำนักงานแรงงาน จังหวัดนราธิวาส ที่ชี้ให้เห็นปัญหาสังคมในเชิงลบว่า “ต้องระวังเรื่องแรงตีกลับจากมาเลเซีย เพราะทั้งหมดนี้เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น คนที่นั่นไม่มีฐานสวัสดิการรองรับ ไม่มีใครตระหนักถึงปัญหานี้ ถ้าวันใดมาเลเซียขับไล่คนไทยออกมา เราก็จะวิ่งกลับเข้ามาในหมู่บ้าน ผลกระทบที่จะตามมาคือ จำนวนคนว่างงานที่จะเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน เต็มทุกหมู่บ้าน เวลาเพียงสองเดือนเงิน ที่ติดกระเป๋า ก็จะถูกนำมาใช้จนหมด หลังจากนั้น ก็จะไม่มีรายได้ในหมู่บ้าน”
          เอกสารสำคัญของคนต่างด้าวที่เข้าไปทำงานในมาเลเซียคือ “หนังสือเดินทาง” (Pass Port) ได้สิทธิในการพำนักตามวีซ่า (Visa) เวลา 1 เดือน หลังจากนั้นต้องมีการต่ออายุวีซ่า ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง บางรายจะถือโอกาสกลับมาเมืองไทย พักผ่อนสัก 1 สัปดาห์ แล้วกลับเข้าไปทำงานต่อ ในรายที่ไม่ได้ออกมาต่อวีซ่าเอง เจ้าของร้านจะเป็นผู้รับผิดชอบในการต่อวีซ่าให้ โดยผ่านนายหน้าชาวมาเลเซียที่รู้จักกับเจ้าของร้าน เสียค่าใช้จ่ายรายละ 800 – 1,200 บาท ขึ้นกับระยะทางใกล้ – ไกล จากร้านอาหารไปถึงด่านตรวจคนเข้าเมือง
         คนไทยในมาเลเซียจึงมีอิสระในการเดินทางหรือท่องเที่ยว ในระยะเวลา 1 เดือนตามวีซ่า หลังจากนั้นทุกคนจะอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ และทำงานอย่างหวาดกลัว ระแวงว่าวันดีคืนดี เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ออกมาลาดตระเวนจับ ในข้อหาคนลักลอบเข้ามาทำงานโดยผิดกฎหมาย ทำให้คนไทยในมาเลเซีย ต้องสร้างเครือข่ายในการติดต่อ ส่งข่าวสารในเรื่องนี้โดยเฉพาะ พยายามหาข่าว โดยผ่านคนมาเลเซีย ที่มีความสนิทสนมแบบเครือญาติ บ้างก็ตีสนิทกับคนมาเลเซีย เพื่อจะจ่ายส่วยให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเป็นการภายใน
         เจ้าหน้าที่จากสำนักงานจัดหางาน จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่ง ที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการส่งแรงงานไทย ไปทำงานในต่างประเทศ ได้ให้ข้อมูลว่า “คนงานที่แจ้งไปทำงานในมาเลเซียด้วยตนเองค่อนข้างมาก แต่ส่วนใหญ่ไปแบบไม่ถูกกฎหมาย ทางสำนักงานจัดหางานเอง ก็ยังไม่มีข้อมูลว่า การไปเป็นกุ๊กที่มาเลเซียนั้น จริงๆ แล้วจะต้องให้คนมาเลเซียเป็นเจ้าของร้าน คนไทยเราเข้าไปในฐานะเป็นหุ้นส่วน และแอบไปทำงาน”
         คุณอดุลย์ โชตินิสากร พูดถึงในอนุญาตทำงานว่า “แรงงานระดับร้านใหญ่ๆ เองก็ใช่ว่าจะทำใบอนุญาตทำงานให้ เว้นแต่ระดับพ่อครัว เพราะบางทีเสียเงินทำใบอนุญาตให้แล้ว ทำงานไม่ถึงปีก็ลาออก แรงงานระดับลูกจ้างหรือเด็กเสิร์ฟจึงอยู่อย่างลำบาก”
          ในช่วงที่วีซ่าหมดอายุ ลูกจ้างและผู้ประกอบการ ที่เป็นคนไทย จะอยู่อย่างระมัดระวังมากขึ้น ยิ่งช่วงที่มีข่าวว่าจะมีการจับกุมแรงงานต่างด้าว ผู้ประกอบการจะอยู่ไม่ติดที่ และมีการติดต่อเครือข่ายเพื่อถามข่าวกันตลอดเวลา ผู้ที่เป็นลูกจ้างต้องมีความพร้อมทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ กล่าวคือ ร่างกายจะต้องแข็งแรง พร้อมที่จะวิ่งหนีตลอดเวลา สายตาต้องไว ส่วนทางด้านจิตใจ ต้องรู้จักตั้งสติให้ดี และถ้าโดนจับกุม ต้องคุมสติให้ได้ ถ้าเผลอแสดงความก้าวร้าวต่อหน้าเจ้าหน้าที่ อาจโดนทำร้าย หรือโดนกลั่นแกล้งในภายหลัง
         เมื่อพูดถึงการจับกุมแรงงานผิดกฎหมาย ของทางการมาเลเซีย หน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญ ในการไล่จับแรงงานนี้มี 2 หน่วยงาน
         1. เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากร
          สำหรับวิธีในการตรวจ หรือเข้าจับกุมในร้านอาหาร มีหลายวิธีการ แต่ที่ได้ประสบโดยตรง จากผู้ประกอบการร้านต้มยำในหลายๆ ราย
          นายอารีมัง มะแซ ถ่ายทอดประสบการณ์ให้ฟังว่า “เจ้าหน้าที่ศุลกากรได้ปลอมตัวเป็นลูกค้าเข้ามา ทานข้าวบ้าง ขอถ่ายรูปร้านบ้าง ถ่ายรูปตั้งแต่หน้าร้านถึงหลังร้าน แฝงเข้ามาเป็นลูกค้าอยู่ 3 วัน โดยใช้คารมพูดชมให้ตายใจว่าแต่งร้านได้สวย ขอถ่ายรูปหน่อย มีการสอดส่องดูว่ามีประตูกี่ทาง พอวันที่ 4 เจ้าหน้าที่ก็ยกทีมลงหน้าร้าน ล้อมทั้งหน้าร้านและหลังร้าน โดยไม่เปิดโอกาสให้ลูกจ้างหนีได้เลย โดนจับทั้งร้าน รวมถึงร้านใกล้เคียงด้วย ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า จึงไม่มีการระวังตัว คะเนได้ว่าจำนวนที่ถูกจับครั้งนั้นเต็ม 2 คันรถบัส โดยผู้ชายและผู้หญิงจะถูกแยกให้อยู่คนละคัน สภาพจิตใจไม่ต้องพูดถึงว่ากลัวแค่ไหน ผู้หญิงหลายคนร้องไห้ เพราะต้องแยกจากสามี”
          นางมารียา ได้ให้สัมภาษณ์ในวันที่โดนจับว่า “กลัวมาก โดยเฉพาะต้องแยกจากสามีด้วย ใจหาย ร้องไห้ และขอดุอาจากพระเจ้าให้พ้นวิกฤตินี้ด้วย”
          นายอิบรอเฮม มะแซ เป็นกุ๊กอยู่ในร้านอาหารกล่าวว่า “วันที่ถูกจับกุมนั้น กำลังปรุงอาหารอยู่ในครัว ได้ยินเสียงเข้าหน้าที่ตะคอกว่า หยุดทำงานเดี๋ยวนี้! ก็ตอบไปโดยไม่รู้ว่าเป็น เจ้าหน้าที่สั่งว่า ยุ่งน่า เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว ไปรอก่อน พูดโดยไม่ได้หันหลังมาดู เจ้าหน้าที่ก็พูดขึ้นเสียงกลับมาอีกว่า หยุดทำงาน หยุด หยุดเดี๋ยวนี้ ด้วยความโมโหจึงหันไปตะคอกว่า รำคาญโว้ย พอรู้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่เท่านั้นเอง ตกใจและหน้าซีดขึ้นมาทันที พอตั้งสติได้ก็นึกในใจว่า เสร็จแล้ว เข้าคุกแน่คราวนี้ ทำไมไม่บอกกันว่ะ คนหน้าร้านหายไปไหนหมด ชะโงกหน้าไปดูเพื่อหน้าร้าน เห็นทุกคนกำลังเดินเป็นแถวขึ้นรถบัส ตัวเองก็ต้องเดินตามไปกับเขา”
          เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างหนึ่ง ในหลากหลายวิธีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเดาไม่ได้เลยว่าจะมาไม้ไหน แต่ที่สำคัญ ผู้ประกอบการและลูกจ้าง ต้องเตรียมพร้อมเสมอ พร้อมสำนึกว่าเราเป็นฝ่ายผิด ถ้าเราถูกคงไม่โดนจับ ทำให้คลายความกังวลไปได้บ้าง แต่ในกรณีที่หนีได้ จะที่หลบซ่อนในคูน้ำบ้าง ในป่าบ้าง ในบ้านของคนมาเลเซียก็เคยมี

          2. ตำรวจ
          ตำรวจก็เป็นเจ้าหน้าที่ ที่มีส่วนในการจับกุมแรงงานผิดกฎหมายเช่นกัน แต่ไม่ได้บุกเข้าไปจับถึงในร้าน จะอาศัยดักจับตามสถานที่ต่างๆ หรือตามถนนหนทางทั่วไป เวลาโดนจับกุมแล้ว สามารถไกล่เกลี่ยได้ โดยจ่ายเงินค่าสินบนประมาณ 1,000 – 10,000 บาท แล้วแต่กรณี
          กุ๊กมือสองของร้านอาหาร Epah Tomyam พูดถึงปัญหาการตรวจจับของทางการมาเลเซีย ได้ความว่า “ปัญหาการตรวจจับของตำรวจ กับตรวจคนเข้าเมืองของมาเลเซีย ตำรวจไม่กลัวเท่าไหร่ ถ้าเราไม่ได้ออกจากร้านเขาก็ไม่กล้าจับ”
          ซูเบส ยีหมะ เล่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับแรงงานไทยในมาเลเซียว่า “ปัญหาการตรวจจับ เรื่องหนังสือเดินทาง กับใบอนุญาตทำงาน ของเจ้าหน้าที่มาเลเซีย ที่มีกับแรงงานร้านอาหารมักเกิดขึ้นบ่อย ในแถบชานเมืองกัวลาลัมเปอร์ แต่ในย่านกำปงบารูนี้เป็นเขตคนมลายูดั้งเดิม รัฐบาลให้เกียรติ จึงไม่ค่อยแตะเท่าไหร่ และคนมาเลเซียแถบนี้ ก็ให้เกียรติกับคนไทยมากกว่าคนอินโดนีเซีย”
          กรณีที่โดนจับ จะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป แรงงานต่างด้าวที่จับได้ มีหลายชนชาติ เช่น อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, ไทย แต่โดยสัดส่วนแล้ว จะเป็นคนอินโดนีเซียมากกว่า และจะมีปัญหา ในกลุ่มนักโทษชาย ที่ชอบมีเรื่องทะเลาะวิวาทกัน และในที่สุดก็โดนผู้คุมขังทุบตี โดยสาเหตุ การทะเลาะวิวาทส่วนใหญ่ จะเกิดจากปํญหาเรื่องอาหารการกิน อาหารในคุกจะเป็นข้าวแดง ปลาแห้ง 1 ตัวใช้เทียบอัตราส่วนเนื้อสัตว์ 1 กิโลกรัม คลุกเคล้ากับผักเหมือนอาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์
          เมื่อถูกจับ เจ้าของร้านจะมาเป็นผู้ประกันตัวออกไป โดยวางเงินประกันแล้วแต่จะตกลงกับเจ้าหน้าที่ได้ โดยแต่ละราย ไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท

สวัสดิการและความมั่นคงในการทำงาน
          ความเป็นอยู่ และสิทธิของผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในมาเลเซีย จะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบดังนี้
          1. เจ้าของกิจการเป็นคนมาเลเซีย และมีลูกจ้างเป็นคนไทย จะจ่ายค่าจ้างแพง มีความเป็นอยู่ที่ดี แต่เมื่อเป็นแรงงานต่างด้าว ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ถ้าเจ้าของกิจการดี ก็จะให้ความคุ้มครองลูกจ้าง โดยเฉพาะข่าวการจับกุมของเจ้าหน้าที่ศุลกากร หรือตำรวจ ในกรณีเจ้าของไม่ดีก็จะไม่ให้สวัสดิการใดๆ แก่ลูกน้อง
          2. เจ้าของกิจการเป็นคนไทย และลูกน้องเป็นคนไทย ในกรณีนี้ ผู้จ้างและผู้รับจ้างต่างผิดทั้งสองฝ่าย ผู้จ้างต้องพยายามตีสนิทกับคนมาเลเซียให้เร็วที่สุด และมีเครือข่ายเชื่อมโยงกัน ร้านต้มยำในมาเลเซีย ที่คนไทยเป็นผู้ประกอบการส่วนใหญ่ จะอยู่ในระบบเครือญาติ และเป็นเพื่อนกัน
          แรงงานร้านอาหาร Epah Tomyam กล่าวถึงสวัสดิการของแรงงานว่า “ความเป็นอยู่ระหว่างลูกจ้าง ที่มีการจ้างเป็นคนไทยและมาเลเซีย จะมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ลูกจ้างในการดูแลของคนมาเลเซียจะมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่า อาหารการกินดีกว่า เงินเดือนดีกว่า และไปรวมถึงความปลอดภัย ในชีวิตประจำวันด้วย เพราะไม่ต้องเผชิญกับการโดนจับกุมของเจ้าหน้าที่ นายจ้างที่เป็นคนมาเลเซีย สามารถจะดำเนินการเจรจาได้เอง ไม่ต้องผ่านนายหน้าเหมือนนายจ้างที่เป็นคนไทย ที่เวลาเกิดเรื่องครั้งใดต้องพึ่งคนมาเลเซีย อีกทอดหนึ่ง ต้องเสียค่าดำเนินการมากขึ้นอีกเท่าตัว จะว่าไปแล้ว คนไทยทำงานอยู่ในเมืองไทย สามารถแก้ปัญหาด้วยปัญญาของตนเองได้ แต่เมื่อมาอยู่ในมาเลเซีย เวลาเกิดเรื่องโดนจับกุมขึ้นมา รู้สึกว่าจะจัดการอะไรไม่ได้ ในที่สุด คนไทยทุกคนที่เข้ามาหางานในประเทศมาเลเซีย จะต้องทำความสนิทสนม กับคนมาเลเซีย ให้เร็วที่สุด และต้องนั่งอยู่ในใจของคนมาเลเซีย ให้เร็วที่สุด”
          ความมั่นคง ในการทำงานร้านอาหารของคนไทยก็ขึ้นกับนายจ้าง เจ้าของร้านบางแห่งที่ต้องการคนค้ำประกัน ก็ต้องหาคนมาเลเซียเป็นผู้ค้ำประกันนั้น อาจจะมีการให้ค่าตอบแทน เดือนละ 1,000 - 2,000 บาท ขึ้นไป แล้วแต่ข้อตกลงกัน แต่บางคนเป็นการช่วยเหลือแบบกันเอง แบบพี่น้อง ไม่มีการคิดเงิน
          ร้านอาหารที่มีรายได้ดี มีคนเข้าร้านเป็นจำนวนมาก บางทีก็เกิดการหักหลังจากคนมาเลเซียโดยการยึดร้านเป็นของตนเอง ด้วยเงื่อนไขนี้เอง ทำให้คนไทยที่เปิดร้านอาหาร ต้องดิ้นรนในการโอนเป็นสัญชาติมาเลเซีย แต่เป็นเรื่องยาก เพราะต้องใช้เวลา และเสียเงินมาก บางคนได้สัญชาติเร็ว ถ้ามีเส้นสายดี ผ่านคนมาเลเซียที่ดูแลอุปการะ และรักชอบพอคนไทยอย่างจริงใจ ในกรณีที่เห็นได้ชัดคือความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้อง ประสบการณ์ และแง่คิดที่ได้จากเพื่อนร่วมชะตากรรมด้วยกัน คือ (1) การเอาตัวรอด (2) การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน (3) ความรักความสามัคคี และ (4) การมีเพื่อน
          เมื่อพูดถึงข้อกล่าวหาที่บอกว่า แรงงานร้านต้มยำเป็นบุคคลสองสัญชาติ และเป็นแนวร่วมขบวนการนั้น แรงงานร้าน Epah Tomyam ได้แสดงความเห็นว่า “น้อยมากที่แรงงานไทยจะได้ 2 สัญชาติ และการที่บอกว่า บุคคลสองสัญชาติเป็นปัญหานั้น มันขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลมากกว่า ว่าจะเป็นคนดีหรือไม่ อย่างเพื่อนคนหนึ่งมีสองสัญชาติเหมือนกัน ได้สัญชาติเพราะเกิดที่มาเลเซีย เวลาจะกลับไปประเทศไทย ก็ฝากบัตรประชาชนไทย ไว้กับเพื่อนหรือญาติ แล้วทำหนังสือเดินทางเข้าไปในประเทศไทย เหมือนคนมาเลเซียเข้าไปเที่ยว ก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร”
          ซูเบส ยีหมะ เจ้าของร้าน Serbanika กล่าวอย่างมีอารมณ์ถึงข้อกล่าวหาที่รัฐบาลไทย มองแรงงานร้านอาหารเป็นแนวร่วมขบวนการว่า “คนที่มามาเลเซีย มาเปิดร้านอาหารไทยนั้น เขามาเพื่อทำมาหากินกันจริงๆ มาทำงานกัน รัฐบาลไม่เข้าใจ เหมารวมไปหมด”
          คำถามเกี่ยวกับสถานการณ์ทางภาคใต้ ที่เกิดขึ้นรู้สึกหรือมองว่าอย่างไร กุ๊กมือสองร้าน Epah Tomyam ได้ให้คำตอบว่า “การเสนอข่าวของมาเลเซีย ไม่ค่อยละเอียด ออกไม่หมด แต่ดูแล้วน่าสงสารคนที่ตาย” ส่วน คุณรอฮานี มองว่า “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 จากการติดตามข่าวทางทีวีของมาเลเซีย ดูแล้ววุ่นวาย และเสนอข่าวเกินความเป็นจริง ไม่อยากให้คนข้างนอก คิดว่าเหตุการณ์รุนแรง ไม่อยากให้คนอื่น มองคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าเป็นคนหัวรุนแรง”

มาตรฐานรสชาติอาหารไทยที่เปลี่ยนไป
          แม้แรงงานร้านอาหารไทยจะมีชีวิตอย่างหลบๆ ซ่อนๆ แต่ก็ยังอุตส่าห์ห่วงใยในรสชาติอาหารที่รู้สึกว่าเพี้ยนไปจากเดิม กุ๊กรายหนึ่งได้แสดงความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า “ร้านอาหารไทยที่เปิดในมาเลเซียจำนวนมาก แต่รสชาติการทำอาหารของกุ๊กบางคน ไม่ได้มาตรฐานตามรสชาติแบบไทย อยากจะให้กุ๊กทุกคนเน้นเอกลักษณ์รสชาติให้เป็นแบบของไทยจริงๆ บางคนประสบการณ์เยอะ มีฝีมือ แต่บางคนที่ประสบการณ์น้อย ทำต้มยำออกมารสชาติก็ผิดเพี้ยนไป ได้เจอเพื่อนๆ ที่เป็นกุ๊กด้วยกันก็คุยกันว่า จะทำอย่างไร ให้ทุกคนทำต้มยำออกมาแล้ว เป็นเอกลักษณ์ของรสชาติแบบไทยจริงๆ แม้เดี๋ยวนี้คนมาเลเซียก็สามารถทำต้มยำได้แล้ว แต่มาเลเซีย แพ้ตรงที่ลิ้นของเขา ไม่เหมือนกับเรา เราเคยชินกับรสชาติของไทย ตั้งแต่เด็กๆ ลิ้นของมาเลเซียนั้นคุ้นเคยกับอาหารรสชาติอ่อนๆ อยากรู้ว่าหน่วยงานไหนบาง ที่สามารถดึงคนที่เป็นกุ๊กที่อยู่ในมาเลเซีย มาปรับปรุงฝีมือการทำอาหาร ให้เป็นเอกลักษณ์ตามรสชาติแบบไทยๆ บางที ข่า ตะไคร้ ก็ใส่ปะปนกันหมด คนมาเลเซียเห็นแกงจืด ก็บอกว่าต้มยำ อยากจะให้มีหน่วยงาน เชิญกุ๊กไปให้ความรู้ เพื่อทำต้มยำให้เป็นเอกลักษณ์ของไทยจริงๆ”
         เจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหารงานจังหวัดนราธิวาส เสริมว่า “เรื่องต้มยำ เราพยายามจะปรับปรุงต้มยำ ให้เข้ากับลิ้นเขา หรือเราจะปรับลิ้นเขา ให้เข้ากับต้มยำเรา แต่กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ก็ยังคงสูตรต้มยำของเราไว้ ขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานรัฐใด ที่มีข้อมูลแน่ชัดว่ามียอดคนไปทำงานเท่าไหร่
          ปัญหาทั้ง 3 ด้าน คงช่วยให้เห็นถึงความลำบาก ของแรงงานไทยในมาเลเซีย รูปธรรมที่เป็นเงินรายได้ เป็นบ้าน เป็นรส น้อยคนที่จะรับรู้เบื้องหลังชีวิตของแรงงานเหล่านี้ แรงงานคลื่นลูกใหม่ที่วาดภาพฝัน เกี่ยวกับมาเลเซียอย่างสวยหรู ต้องคิดดูให้ดี ช่างน้ำหนักถึงส่วนได้ส่วนเสีย ก่อนตัดสินใจ ทิ้งบ้านเกิดมาหางานในมาเลเซีย