นโยบายของไทย
ในการสนับสนุนแรงงาน ร้านอาหารไทย ในมาเลเซีย
สรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่
23 มีนาคม 2547 มีสาระสำคัญวาระหนึ่งคือ ผลการจัดกิจกรรม ตามโครงการส่งเสริมศักยภาพแรงงานไทย
เพื่อขยายตลาดแรงงานไทยในประเทศมาเลเซีย ว่า คณะรัฐมนตรี รับทราบผลการจัดกิจกรรม
ตามโครงการส่งเสริม ศักยภาพแรงงานไทย เพื่อขยายตลาดแรงงานไทย ในประเทศมาเลเซีย
ตามรายงานของกระทรวงแรงงาน ดังนี้
1.
การฝึกอบรม การประกอบอาหารไทย ให้กับพ่อครัว แม่ครัวไทยในประเทศมาเลเซีย
ได้จัดในรูปแบบเคลื่อนที่ (Mobile Training) มีผู้เข้ารับการฝึกอบรม
จำนวนรวม 71 คน
2.
การสาธิตอาหารไทย ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2547 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นประธานพิธีเปิดงาน
มีผู้ร่วมงาน อาทิ ทูตานุทูตจากประเทศต่างๆ ที่ประจำในประเทศมาเลเซีย
เจ้าของร้านอาหาร ภัตตาคาร ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม เข้าร่วมงานจำนวน
150 คน
3.
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้เข้าพบปะหารือ ข้อราชการ กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรมนุษย์
ประเทศมาเลเซีย (Dr. Fong Chan Onn) ณ กระทรวงทรัพยากรมนุษย์ ประเทศมาเลเซีย
โดยผลหารือสรุปได้ ดังนี้
3.1
ปัญหาแรงงานไทย ประเทศมาเลเซีย รับตามคำขอจะดูแล คุ้มครองแรงงานไทย
โดยเฉพาะ ประเด็นการจ่ายค่าจ้างล่าช้า รวมทั้งจะสนับสนุนแรงงานไทย
จาก 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าไปทำงานในประเทศมาเลเซีย ในลักษณะไปเช้า
กลับเย็นได้ ในบริเวณเขตอุตสาหกรรม ที่จะจัดสร้างติดกับชายแดนไทย
3.2
ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ ที่จะให้มีการแลกเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ ในด้านการฝึกอบรมดูงาน
ด้านการพัฒนาฝีมือแรงงาน การคุ้มครองแรงงาน และมาตรฐานแรงงาน
เจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดนราธิวาส
กล่าวว่า เท่าที่ทราบข้อมูลจากคนหางาน ที่เข้ามาแจ้งความจำนง ต้องการหางานทำ
ที่สำนักงานจัดหางานว่า ถ้าจะฝึกอบรมเรื่องการทำอาหาร มีหลายหน่วยงานที่สนับสนุนได้
เช่น สำนักงานจัดหางาน มีโครงการสร้างอาชีพใหม่ให้คนตกงาน คนว่างงานตามหมู่บ้านและตำบลที่มาลงทะเบียน
ที่ผ่านมาเคยขอความอนุเคราะห์ จากศูนย์พัฒนาโภชนาการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
มาอบรมเรื่องการทำอาหาร แต่การขอให้กุ๊กที่อยู่ในมาเลเซียมาฝึกอบรม
จะต้องประสานกับหน่วยงานของรัฐ ที่อยู่ในมาเลเซีย ซึ่งไม่ทราบว่า
กฎระเบียบที่จะให้คนทางมาเลเซียข้ามฝั่งมาในไทย เพื่อให้เป็นวิทยากรในการสอนทำอาหารนั้น
ขั้นตอนจะยุ่งยากแค่ไหน หรืออาจจะใช้ระบบภายใน เช่น ถ้ารู้จักใครสักคน
ก็เชิญมาเป็นวิทยากรสอนให้ เพื่อที่รสชาติจะได้ถูกปาก
การขอให้มีการจ้างงานแบบทวิภาคี
อนุญาตให้แรงงานไทยไปทำงานได้ในร้านต้มยำ ระดับรัฐต่อรัฐ คือปัตตานี
ยะลา นราธิวาส กับรัฐกลันตัน แต่จริงๆ แล้ว แรงงานเหล่านี้ลามไปถึงรัฐยะโฮร์
ทางการมาเลเซียก็ไม่รับเงื่อนไข ทั้งๆ ที่ขอเจรจาให้อาชีพกุ๊กให้เป็นอาชีพพิเศษ
ปัญหาก็เกิดขึ้นมาอีกว่า ถ้าเป็นกุ๊กก็ต้องเสียภาษีแพง เสียค่าควบคุมแพง
ทำอย่างไรให้เหมือนคนไทย ไปเป็นกุ๊กเหมือนในเยอรมัน ไปเปิดร้านได้อย่างถูกต้อง
เกิดภาครัฐระหว่างประเทศตกลงกัน ต้องดันให้เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเข้าไปได้ก็ขอให้คนไทย
ในจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาสมีงานทำไว้ก่อน
ในเรื่องความสัมพันธ์
ระหว่างจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย กับรัฐทางเหนือของมาเลเซีย เราชอบใช้คำว่า
รัฐพี่รัฐน้อง พี่น้องมาเลย์มุสลิม แต่เวลามุสลิมปัตตานี ยะลา นราธิวาส
โดนขังคุก ไม่มีใครพูดถึง มักพูดว่า แรงงานภาคอีสานของไทย มักโดนหลอก
แต่ของเราโดนหลอกมากกว่า
ร้านต้มยำ
ที่แอบเข้าไปทำกันมาก จะเปิดขายตั้งแต่ 17.00 04.00 น.แรงงานเหล่านี้ก็จะนอนกลางวัน
กลางคืนทำงาน ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น แม้ว่าแรงงานร้านอาหารไทย จะรวมตัวกันเพื่ออะไรก็ตาม
ก็ทำลำบาก เพราะผิดกฎหมายทั้งหมด มีทางเดียว คือต้องมีคนไทย เข้าไปร่วมทุนในการทำร้านต้มยำ
ถึงจะแก้ปัญหานี้ได้ แต่การแอบเข้าไปแบบนี้แรงงานไทย มองว่าง่ายกว่า
ก็เลยเกิดอาชีพใหม่ควบคู่กันคือ รับต่อวีซ่า ไปประทับตราตามด่านชายแดน
เป็นรายได้ดีกว่าร้านต้มยำ ข้อมูลที่ได้มา นั้น ค่าบริการค่อนข้างแพง
ถ้ามาจากกัวลาลัมเปอร์ต้องจ่าย 300 เหรียญริงกิตต่อคน คนที่รับทำวีซ่าเหล่านี้
ก็จะเอาเงินมาจ่ายใต้โต๊ะ เป็นสิบบนให้เจ้าหน้าที่ด่าน
เจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหางาน
จังหวัดนราธิวาส ได้กล่าวถึงแนวทางความร่วมมือ ในเรื่องนี้ว่า สำนักงานจัดหางานในต่างประเทศ
หรือสำนักงานพาณิชย์ในหลายประเทศ ได้นำผู้เชี่ยวชาญหรือครู ไปสอนการทำอาหารไทยอยู่
พาณิชย์จังหวัด และแรงงานจังหวัด น่าจะร่วมมือกันได้ในแง่ของไปพัฒนาฝีมือ
พ่อครัวที่อยู่ในตลาดจริงๆ ทำได้ไม่ยาก ปัญหาคือว่า พ่อครัวร้านต้มยำ
จะออกมาปรากฏตัวอยู่ในหลักสูตรเราหรือเปล่า นั่นคือปัญหา เพราะฉะนั้น
ก็มีกลุ่มเป้าหมายอยู่ 2 กลุ่ม คือ กุ๊กที่เป็นคนมาเลเซียกับกุ๊กคนไทย
ที่ไปทำร้านต้มยำในมาเลเซีย เราสามารถทำหลักสูตรได้ไม่ยาก ในสิงคโปร์
อังกฤษ เยอรมัน สำนักงานเราที่นั่นก็ทำมาโดยตลอด ตอนนี้เราจดทะเบียนลูกเรือประมง
ให้กับต่างชาติ อย่างพม่า ลาว เขมร ถ้ามองกลับกัน ตำแหน่งกุ๊กร้านต้มยำในมาเลเซีย
เขาจะยอมรับไหม ต้องมีการเจรจาระหว่างประเทศ ต้องคุยกันว่ารัฐบาลมาเลเซียจะคิดว่าปัญหานี้
เขาจะช่วยไทยหรือไม่อย่างไร โดยเฉพาะตำแหน่งงานนี้แอบไปทำอย่างผิดกฎหมาย
เป็นปัญหาของสังคมมาเลเซียด้วย ไม่รู้ว่าใครมาจากไหน จำนวนเท่าไหร่
ถ้าเขาคุมได้ ขึ้นทะเบียน เสียภาษีครึ่งราคา เหมือนกับที่เราทำให้พม่า
ปีต่อปี ถ้ามาเลเซียทำต้มยำกินเองยังไม่ได้ ไม่เป็นไร เราเปิดร้านไปก่อน
พอถึงเวลา 3 ปี มาเลเซียทำได้หมด เราค่อยกลับมาบ้านเรา เราก็จะได้ป้องกันปัญหาได้
ไม่ต้องวิ่งหนี ไม่ต้องเอาตำรวจมาไล่จับเรา คนที่จะแก้ไขต้องใหญ่กว่าเรา
เรายังเคยทำให้พม่าได้ในบางอาชีพ มาเลเซียจะทำให้เราได้บ้างไหมในบางอาชีพ
คุณอดุลย์
โชตินิสากร หัวหน้าสำนักงานการค้าไทยในมาเลเซีย กล่าวว่า ร้านอาหารไทยในมาเลเซีย
ที่เปิดดำเนินการอย่างถูกต้องก็มี นายจ้างเขาจะไปจัดการเอง ทั้งในเรื่องการออกใบอนุญาตทำงาน
(Work Permit) โดยนำกุ๊กจากโรงแรมชื่อดังของไทยเรา เข้าไปทำงานอย่างถูกกฎหมาย
บางคนแต่งงานกับผู้หญิงมาเลเซีย เลยไม่มีปัญหา ถ้าจะให้กุ๊กเข้าไปแบบถูกกฎหมายนั้นก็ทำได้
ตามปกติ ร้านอาหารไทยขนาดใหญ่ หรือขนาดกลาง ก็นำเข้าแรงงานนี้อยู่แล้ว
ส่วนแรงงาน ระดับเด็กเสิร์ฟในร้านอาหาร ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ถ้าเป็นร้านอาหารระดับดี
เขาจะไม่ใช้คนไทย แต่จะใช้แรงงานพม่า เพราะคนพม่าพูดภาษาอังกฤษได้ดีกว่า
ฉะนั้น ปัญหาที่จะมีอยู่ต่อไปคือเด็กเสิร์ฟ วิธีการของแรงงานมาเลเซีย
ตรงข้ามกับประเทศไทยหมด ของเรามีแรงงานต่างด้าว เราจดทะเบียนไว้
ของมาเลเซีย เขายื่นคำขาดว่าภายในวันที่เท่านั้น เท่านี้ ถ้ายังไม่ออกไปจากประเทศมาเลเซีย
เขาจะโบยและเนรเทศกลับ กระบวนการการแก้ปัญหาในชาติของเขา มันคนละทาง
ถ้าเราจะให้เขามาดูแบบเราคงยาก ดูจากวิธีการคิด ตรงข้ามของเราหมด
ของเราพยายามจดทะเบียน เราจะควบคุมได้หมด ของมาเลเซียถ้ายังอยู่และจับได้มีโทษจำคุก
โบย และเนรเทศ ค่อนข้างรุนแรง พอมาเลเซียประกาศแบบนี้ แรงงานต่างชาติ
หายไปหลายแสนคน โดยเฉพาะอินโดนีเซีย วิธีแก้ปัญหาแรงงานต่างชาติของเขารุนแรง
กุ๊กร้านอาหารไทยในมาเลเซีย
แสดงทัศนะต่อการสนับสนุนของรัฐบาลไทยว่า เจ้าของร้านต้มยำ ที่เป็นคนไทยหลายร้าน
เคยมารวมตัวกัน เสนอความคิดเห็นต่อเจ้าหน้าที่ของมาเลเซีย แต่ไม่มีหน่วยงานของไทยเข้ามาร่วมอยู่ด้วย
อยากจะขอความคิดเห็นว่า หน่วยงานของไทยจะทำอย่างไรบ้าง ในการสร้างความมั่นคง
ยังไงก็ผิดกฎหมายอยู่แล้ว เปิดร้านแบบลับๆ ล่อๆ ทางหน่วยงานของไทยมีมาตรการอย่างไร
ก็จะสามารถคลี่คลายได้ในจุดนี้ ร้านอาหารเป็นหมื่นๆ ร้าน คนงานเป็นนับแสนคน
เป็นรายได้ของคนภาคใต้ มีเงินไหลเข้ามาในประเทศมหาศาล ใครมีความคิดเห็นอะไรก็ช่วยกันเสนอ
ช่วยกันคิด เพราะเป็นความเดือดร้อน ของชาวใต้ ต้องช่วยกันแก้ไข แลกเปลี่ยนความคิดเห็น
นักวิชาการ
จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ให้ความเห็นว่า คนไทยที่ไปประกอบอาชีพ
บางครั้งพอเขาตรวจจับขึ้นมาก็มีความผิด แต่ถ้าเราไปแล้วได้กำไร ก็พอใจที่จะเสี่ยง
ถ้าจะทำให้ถูกกฎหมายมันก็ยาก เพราะกฎกติกาของมาเลเซีย แทบจะไม่เปิดให้คนที่มีทุนน้อยๆ
ไปตั้งตัวได้ จะต้องลงทุนขนาดใหญ่ หรือมีเงินมาก ก็มีอยู่ช่องทางหนึ่ง
เราอาจจะนำเรื่องนี้ เข้าสู่คณะกรรมการชายแดนของมาเลเซีย ซึ่งอาจจะมีระดับผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดน
หรือผู้บริหารของรัฐที่ดูแลชายแดน ก่อนที่จะถึงระดับนายกรัฐมนตรี
ที่ผ่านมานั้น มาเลเซียก็เข้มงวดมาตลอด โอกาสที่เขา จะเปิดให้คนไทยอย่างเดียวคงไม่ได้
พอเปิดแล้วก็ต้องเปิดหมดทุกชนชาติ ความเป็นไปได้ในระดับสากลมันจะยาก
มีทางเดียวที่เราอาจจะเปิดช่อง ที่จะคุยกันในคณะกรรมการระหว่างชายแดน
ถ้าเขาเข้มงวดนัก อาจจะคุยให้เขาลดความเข้มงวดลงมาหน่อย คงจะอยู่กันได้
เพราะเราอยู่กันมาหลายสิบปีแล้ว ไทยกับมาเลเซียบางคนสืบดูก็พี่น้องกัน
ถ้าเราจะดูร้านอาหาร ต้องเข้าใจวัฒนธรรมของคนมาเลเซีย การรับประทานอาหารข้างทางไม่ถือว่าเป็นสิ่งผิดปกติ
และก็ตรงกับคนที่ไม่มีทุน จะไปประกอบกิจการใหญ่โต คนเหล่านี้จึงเสี่ยงที่จะถูกจับ
จึงไปประกอบอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับเขา ในขณะเดียวกัน บางคนก็ต้องจ่ายอะไรเยอะแยะให้คนที่เกี่ยวข้อง
เราจะเห็นว่าร้านอาหารเหล่านี้ เริ่มลามเข้าไปสู่สถาบันการศึกษาก็มี
เข้าไปในโรงเรียนต่างๆ หรือว่ามหาวิทยาลัยก็เริ่มมีแล้ว ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาสำคัญ
ถ้าจะทำให้ถูกต้อง ก็มีค่าใช้จ่ายสูง ในระดับภูมิภาคก็ต้องคุยกัน
เพราะเป็นปัญหาใหญ่
นักวิชาการ
จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กล่าวเสรอมว่า จะเห็นได้ว่า
ที่นราธิวาส โดยเฉพาะอำเภอบาเจาะ ที่ปัตตานี โดยเฉพาะแถบชายฝั่งทะเล
ในช่วงของเทศกาลต่างๆ เราจะเห็นว่าคนเหล่านี้ จะขับรถกลับมาเต็มไปหมด
มีรายได้มาสร้างบ้าน สร้างอาคารต่างๆ ตรงกับที่ผู้ประกอบการบอกว่า
เป็นรายได้ของเขา เป็นรายได้ของคนยากจน เปิดโอกาสให้เขาได้มีงานทำ
การที่เขามีเงินอยู่ 4 5 พันบาท เพื่อไปจ่ายสินบน ให้เจ้าหน้าที่ทางโน่นก็ยังคุ้มทุน
ถ้าเขาโดนจับ จับเสร็จแล้วก็ไปใหม่ จะเป็นอย่างนี้ตลอด ปัญหาถ้าไม่แก้ไข
ในระดับมานั่งโต๊ะและก็คุยกัน ต่อไปจะเกิดปัญหาอย่างอื่น และเสียดายโอกาส
ซึ่งพวกเราเวลาเดินทางตั้งแต่รัฐกลันตัน จนถึงรัฐยะโฮร์ จะแวะไปทานอาหารไทยที่ไหนก็ได้
ในเรื่องรสชาติ คนไทยเราสามารถที่จะคงไว้ได้ ชาวมาเลเซียก็ชอบรสชาติแบบคนไทย
รสเผ็ดๆ ก็กินได้ และลามไปถึงคนภาคใต้ตอนบน คนจากนครศรีธรรมราชก็เริ่มเข้าไปมาเลเซีย
มันก็ผิดกฎหมายอย่างเดียวกัน สิ่งเหล่านี้ เป็นหลักประกันที่บอกได้ว่า
เรามาช่วยกันจัดการให้ถูกต้อง พี่น้องประชาชนเราส่วนหนึ่ง ถ้าถูกผลักออกมาก็เดือดร้อน
และเป็นปัญหาสังคมซึ่งใหญ่เหมือนกัน เพราะว่ามีเด็กที่จบจาก ม.6
จบจากโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม จบจากโรงเรียนเอกชน ส่วนหนึ่งไปมาเลเซียก็ไปเป็นกุ๊ก
เราจะไปหวังอะไรมากไม่ได้ เพราะคนเหล่านี้ทำอาหารหรืออะไรไม่เป็น
ไม่เคยทำต้มยำด้วยซ้ำไป ไปที่โน่นเขาก็ทำไป ศึกษาวิธีการทำไป ทำผักบุ้งไฟแดง
ถ้าคนไทยเราไม่กิน มันเหี่ยวหมด แต่สิ่งที่ไม่ได้รับการแก้ไขก็คือ
เขาจะอยู่อย่างไรให้ถูกต้อง ร้านในตัวอำเภอที่เป็นร้านมีระดับ เขาประกาศอย่างโจ้งแจ้ง
และก็มีเพลงไทย อันนี้แน่นอน เขานั่งเครื่องบินไปมาได้ แสดงว่ารายได้เขาก็พอสมควร
เขาสามารถซื้อรถ แต่ว่าเขา อยู่อย่างไม่ถูกกฎหมายและจ่ายสินบนเยอะ
แรงงานไทย
ที่ลักลอบไปทำงานในมาเลเซีย ด้วยเหตุผลความจำเป็นอะไรก็แล้วแต่ แม้วันนี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข
แต่ข้อมูลเหล่านี้ จะช่วยสร้างความเข้าใจ ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง
ได้มองเห็นอีกแง่มุมหนึ่งของชีวิตอย่างถูกต้อง เป็นธรรม .....